Key Takeaway

  • กลิ่นตัวเกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายไขมันและโปรตีนในเหงื่อบริเวณจุดอับชื้นจนเกิดกลิ่นเหม็น โดยมีฮอร์โมน อาหารรสจัด ความเครียด และการหมักหมมเป็นปัจจัยกระตุ้นทำให้เกิดกลิ่นตัว
  • กลิ่นตัวแรงผิดปกติอาจเป็นสัญญาณเตือนด้านสุขภาพ เช่น ภาวะหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) พันธุกรรม ผลข้างเคียงจากยา การติดเชื้อผิวหนัง หรือโรคประจำตัวอย่างเบาหวานและโรคตับ
  • วิธีลดกลิ่นตัวทำได้โดยรักษาความสะอาด อาบน้ำและเช็ดตัวบริเวณจุดอับชื้นให้แห้งสนิท เลี่ยงอาหารกลิ่นฉุน สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี กำจัดขน และใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อหรือระงับกลิ่นกาย

 

ปัญหากลิ่นตัว เป็นหนึ่งในปัญหาใกล้ตัวที่บั่นทอนความมั่นใจในการใช้ชีวิตประจำวันของใครหลายคน แม้จะทำความสะอาดหรือใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายดีแค่ไหนก็ตาม โดยสาเหตุของกลิ่นตัวแรงเกิดจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายเหงื่อและโปรตีน โดยมักพบได้ในบริเวณรักแร้ ขาหนีบ และจุดซ่อนเร้น แต่ยังมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย แล้วจะแก้กลิ่นตัวแรงอย่างไร? บทความนี้มีคำตอบ!

กลิ่นตัวคืออะไร เข้าใจกลไกของร่างกายให้มากขึ้น

กลิ่นตัว (Body Odor) คือกลิ่นที่เกิดขึ้นเมื่อแบคทีเรียบนผิวหนังทำปฏิกิริยาย่อยสลายเหงื่อให้กลายเป็นกรด โดยธรรมชาติแล้วเหงื่อของมนุษย์แทบไม่มีกลิ่น แต่กลิ่นจะเกิดขึ้นตามกลไกการทำงานของต่อมเหงื่อ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่

  • ต่อมเหงื่อเอกไครน์ (Eccrine Glands) กระจายอยู่ทั่วร่างกาย เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หน้าผาก ทำหน้าที่หลั่งเหงื่อที่มีลักษณะใสคล้ายน้ำเพื่อระบายความร้อน เหงื่อชนิดนี้มักไม่ก่อให้เกิดกลิ่น
  • ต่อมเหงื่ออะโพไครน์ (Apocrine Glands) พบมากในบริเวณที่มีรูขุมขน เช่น รักแร้ ขาหนีบ ต่อมนี้จะผลิตเหงื่อที่มีลักษณะขุ่นเหนียว ประกอบด้วยโปรตีนและไขมัน ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของแบคทีเรีย ทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่าย

สาเหตุของกลิ่นตัว เกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของกลิ่นตัวไม่ได้มาจากเหงื่อโดยตรง แต่เกิดจากการทำงานของแบคทีเรียประจำถิ่นบนผิวหนังที่ไปย่อยสลายโปรตีนและไขมันในเหงื่อจากต่อมอะโพไครน์ ทำให้เกิดสารประกอบที่มีกลิ่นเหม็น เช่น กรดไขมันต่างๆ นอกจากกลไกนี้แล้วยังมีปัจจัยกระตุ้นอื่นๆ ดังนี้

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่น วัยทอง หรือช่วงมีประจำเดือน ฮอร์โมนจะกระตุ้นให้ต่อมเหงื่ออะโพไครน์ทำงานหนักขึ้น
  • อาหารและเครื่องดื่ม การบริโภคอาหารที่มีกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ เนื้อแดง อาหารรสจัด รวมถึงแอลกอฮอล์และคาเฟอีน โดยสารสะสมจะถูกขับออกมาทางเหงื่อ
  • ความเครียดและอารมณ์ ความเครียดกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ สั่งการให้ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อออกมามากกว่าปกติ
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล การอาบน้ำไม่สะอาด การใส่เสื้อผ้าซ้ำ หรือสวมใส่เนื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ไม่ดี ทำให้เกิดการสะสมของเหงื่อและแบคทีเรีย
  • สภาพอากาศ อากาศร้อนชื้นทำให้ร่างกายขับเหงื่อออกมามาก เพิ่มโอกาสในการหมักหมม

 

กลิ่นตัวแรงกว่าปกติ เกิดจากอะไร สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

ถ้ารู้สึกว่ามีกลิ่นตัวแรงกว่าปกติ ถึงแม้จะรักษาความสะอาดดีแล้ว อาจเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม มีดังนี้

  • ภาวะหลั่งเหงื่อมากผิดปกติ (Hyperhidrosis) ร่างกายผลิตเหงื่อออกมาปริมาณมากเกินความจำเป็นในการระบายความร้อน แม้จะอยู่ในที่เย็นหรือไม่ได้ทำกิจกรรมหนัก
  • โรคประจำตัวและภาวะซ่อนเร้น เช่น โรคเบาหวาน ที่อาจมีกลิ่นตัวคล้ายผลไม้หรือยาล้างเล็บจากภาวะคีโตนหลั่ง ส่วนโรคตับหรือโรคไตอาจมีกลิ่นคล้ายแอมโมเนีย หรือความผิดปกติของต่อมไทรอยด์
  • พันธุกรรม ยีน ABCC11 มีผลต่อการกำหนดปริมาณและส่วนประกอบในเหงื่อของต่อมอะโพไครน์ ทำให้บางคนมีกลิ่นตัวแรงโดยกำเนิด
  • การใช้ยาบางชนิด ยารักษาอาการซึมเศร้า ยาลดน้ำหนัก หรือฮอร์โมนบำบัดบางประเภท มีผลข้างเคียงทำให้เหงื่อออกมากและมีกลิ่นตัวแรง
  • การติดเชื้อบนผิวหนัง การติดเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราในบริเวณข้อพับและจุดอับชื้น ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยวหรือกลิ่นอับรุนแรง

 

9 วิธีลดกลิ่นตัวทำอย่างไรได้บ้าง

ปัญหากลิ่นตัวแรงสามารถบรรเทาได้หลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน การดูแลสุขอนามัยอย่างถูกวิธี และยังมีวิธีแก้กลิ่นตัวแรง ลดกลิ่นตัวอื่นๆ ดังนี้

 

1. เลี่ยงอาหารที่มีรสจัดหรือมีกลิ่นแรง

  • เลี่ยงอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียม หัวหอม เครื่องเทศ หรืออาหารที่มีรสเผ็ดจัด
  • ลดปริมาณการบริโภคเนื้อแดงที่ย่อยยาก ซึ่งจะทำให้ร่างกายเกิดการเผาผลาญหนักและสร้างสารตกค้างที่ทำให้เหงื่อเกิดกลิ่นเหม็นเปรี้ยว
  • เลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ที่กระตุ้นการทำงานของต่อมเหงื่อ

 

2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8-10 แก้ว ช่วยควบคุมอุณหภูมิในร่างกายไม่ให้สูงเกินไปจนกระตุ้นการหลั่งเหงื่อ นอกจากนี้ น้ำยังช่วยขับของเสีย สารพิษ และสิ่งตกค้างต่างๆ ออกจากร่างกายผ่านทางปัสสาวะแทนการขับออกทางผิวหนัง ซึ่งกระบวนการนี้จะช่วยเจือจางความเข้มข้นของเหงื่อ ทำให้เหงื่อใสขึ้นและเป็นวิธีแก้กลิ่นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

3. สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดี

ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ทอจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย หรือผ้าลินิน เนื่องจากมีคุณสมบัติโปร่งสบาย ระบายความร้อนและถ่ายเทอากาศได้ดี ช่วยลดความอับชื้นและการสะสมของเหงื่อบนผิวหนังระหว่างทำกิจกรรมในแต่ละวัน ควรหลีกเลี่ยงการใส่ผ้าใยสังเคราะห์แบบแนบเนื้อ เพราะจะกักเก็บความร้อน เหงื่อ และแบคทีเรียไว้จนเกิดกลิ่นเหม็นอับ

 

4. ซักเสื้อผ้าและชุดเครื่องนอนเป็นประจำ

ต้องหมั่นซักทำความสะอาดเสื้อผ้า ชุดชั้นใน ผ้าเช็ดตัว รวมถึงชุดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดคราบเหงื่อไคล และแบคทีเรียที่ฝังแน่นสะสมอยู่ตามเส้นใยผ้า อาจเลือกใช้น้ำยาซักผ้าที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ที่สำคัญ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าซ้ำโดยเด็ดขาด และต้องตากผ้าในที่ที่มีแสงแดดและอากาศถ่ายเทเพื่อให้ผ้าแห้งสนิทไร้กลิ่นอับ

 

5. จัดการความเครียด

พยายามหากิจกรรมผ่อนคลายความเครียดสะสม เช่น การออกกำลังกายเบาๆ การฝึกสมาธิ โยคะ หรือการทำงานอดิเรกที่ชื่นชอบ เนื่องจากเมื่อร่างกายเกิดความเครียดหรือความวิตกกังวล ระบบประสาทอัตโนมัติจะหลั่งฮอร์โมนที่ไปกระตุ้นให้ต่อมเหงื่ออะโพไครน์ บริเวณรักแร้และขาหนีบผลิตเหงื่อออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติจนทำให้เกิดกลิ่นตัวรุนแรงขึ้น

 

6. หมั่นกำจัดหรือเล็มขนบริเวณจุดอับชื้น

ควรจัดการโกน ถอน หรือเล็มขนบริเวณใต้วงแขนและจุดซ่อนเร้นอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ยาวจนเกินไป เนื่องจากเส้นขนจะเป็นแหล่งกักเก็บเหงื่อ คราบไขมัน และสิ่งสกปรกชั้นดี ซึ่งช่วยให้แบคทีเรียหมักหมมได้มากขึ้น การกำจัดขนจะช่วยลดพื้นที่ในการสะสมของเชื้อโรค ทำให้การอาบน้ำทำความสะอาดผิวหนังบริเวณนั้นได้ล้ำลึก และช่วยลดกลิ่นอับชื้นได้ดีขึ้น

 

7. รักษาความสะอาดและใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิว

ควรอาบน้ำชำระล้างร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้งในตอนเช้าและเย็น หรืออาบน้ำทันทีทุกครั้งหลังออกกำลังกายและหลังทำกิจกรรมที่ต้องเสียเหงื่อมาก โดยแนะนำให้เลือกใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวที่มีส่วนผสมของสารช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย พร้อมทั้งถูทำความสะอาดเน้นย้ำบริเวณจุดที่เหงื่อออกมากและมีกลิ่นสะสมง่าย

 

Atoderm Gel Douche เจลอาบน้ำสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง สูตรปราศจากสบู่ อ่อนโยนต่อปราการผิว ช่วยทำความสะอาดผิวอย่างอ่อนโยน คงความสมดุลให้กับผิว ให้ความรู้สึกผิวนุ่มหลังอาบน้ำ ด้วยเนื้อเจลโฟม ทำให้ล้างออกได้ง่าย ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ด้วยสารที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นจากหลักการทาง Ecobiology ที่ช่วยดูแลการทำงานของปราการผิวที่อ่อนแอ ให้ความชุ่มชื้น และรู้สึกสบายผิวขึ้นทันทีหลังใช้งานถึง 90%  

 

8. ดูแลผิวใต้วงแขนและจุดอับชื้น

หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายเสร็จแล้ว ต้องใช้ผ้าขนหนูที่สะอาดซับน้ำบริเวณจุดอับชื้นต่างๆ เช่น ข้อพับ รักแร้ ขาหนีบ และซอกนิ้วเท้าให้แห้งสนิททุกครั้งก่อนเริ่มทาครีมบำรุงหรือสวมเสื้อผ้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความชื้นสะสมหลงเหลืออยู่บนผิวหนัง ซึ่งสภาพแวดล้อมที่เปียกชื้นนี้จะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้แบคทีเรียและเชื้อราเจริญเติบโตจนเกิดกลิ่นตัวแรง

 

Atoderm CREME ULTRA ครีมบำรุงผิวธรรมดาถึงผิวแห้ง ที่มีคุณสมบัติช่วยเติมความชุ่มชื้นและลดการระคายผิว พร้อมเทคโนโลยี Skin Protect Complex และ Omega Oil ช่วยเสริมปราการผิวให้แข็งแรงมากขึ้น ชุ่มชื้นยาวนานถึง 24 ชม. นอกจากนี้ เนื้อครีมยังบางเบา ซึมไว ผิวดูเรียบเนียน รู้สึกสบายผิว 100 % ทันทีหลังใช้ สามารถใช้ได้ทุกวัน 

 

* จากการประเมินผลของการใช้ Atoderm Creme Ultra ต่อการเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวภายใน 24 ชม.

** จากการทดสอบการใช้งานภายใต้แพทย์ผิวหนัง ทดสอบกับคนจำนวน 28 คน เป็นเวลา 21 วัน ในประเทศบัลแกเรีย เมื่อปี 2020

 

9. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกาย

  • ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย (Deodorant) มีส่วนผสมที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียและมีน้ำหอมช่วยระงับกลิ่นไม่พึงประสงค์ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหากลิ่นตัวแต่มีปริมาณเหงื่อไม่มากนัก
  • ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ (Antiperspirant) มีส่วนประกอบของเกลืออะลูมิเนียมที่ช่วยอุดตันรูขุมขนชั่วคราวเพื่อลดการหลั่งเหงื่อจากต่อมเหงื่อโดยตรง เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกมากจนเปียกชื้น
  • เพื่อให้สารสำคัญออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ควรทาหรือฉีดผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายทันทีหลังอาบน้ำ ในขณะที่ผิวใต้วงแขนสะอาดและเช็ดจนแห้งสนิทดีแล้ว

 

สรุป

ปัญหากลิ่นตัวแรงไม่ได้เกิดจากเหงื่อโดยตรง แต่มีสาเหตุหลักมาจากแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลายไขมันและโปรตีนจากต่อมเหงื่ออะโพไครน์บริเวณรักแร้และขาหนีบ โดยมีปัจจัยกระตุ้นจากฮอร์โมน ความเครียด อาหารรสจัดหรือกลิ่นฉุน สุขอนามัย และสภาพอากาศ ส่วนกรณีกลิ่นตัวรุนแรงผิดปกติอาจเกิดจากพันธุกรรม ภาวะหลั่งเหงื่อมาก หรือเป็นสัญญาณเตือนของโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน โรคตับ และโรคไต 

วิธีแก้กลิ่นตัวแรงทำได้โดยการรักษาความสะอาดร่างกาย ดื่มน้ำให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง จัดการความเครียด สวมเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ หมั่นกำจัดขนบริเวณจุดอับ รวมถึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อและกลิ่นกายอย่างเหมาะสม

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับกลิ่นตัวแรง (FAQ)

ทำไมอาบน้ำสะอาดแล้วยังมีกลิ่นตัวอยู่?

การอาบน้ำกำจัดแบคทีเรียและเหงื่อได้เพียงชั่วคราว กลิ่นตัวสามารถกลับมาได้จากปัจจัยภายใน เช่น อาหาร ฮอร์โมน ความเครียด หรือเกิดจากการเช็ดตัวไม่แห้งสนิทหลังอาบน้ำ ทำให้เกิดความชื้นสะสมและแบคทีเรียเจริญเติบโตสร้างกลิ่นเหม็นขึ้นมาใหม่

 

สารส้มช่วยลดกลิ่นตัวได้จริงไหม?

ช่วยได้จริง สารส้มมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียและช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้เหงื่อและกลิ่นตัวลดลง แต่ก็อาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติหรือมีปัญหากลิ่นตัวแรงจากกรรมพันธุ์

 

เหงื่อออกมากจำเป็นต้องมีกลิ่นตัวแรงเสมอไปไหม?

ไม่เสมอไป เหงื่อที่ระบายความร้อนทั่วไปจะเป็นน้ำใสและไม่มีกลิ่น กลิ่นตัวจะเกิดก็ต่อเมื่อเป็นเหงื่อจากต่อมบริเวณจุดอับชื้นและถูกแบคทีเรียบนผิวหนังย่อยสลาย ดังนั้น ผู้ที่เหงื่อออกมากอาจไม่มีกลิ่นตัวเลยหากไม่มีการหมักหมมของแบคทีเรีย

 

น้ำหอมสามารถช่วยดับกลิ่นตัวแรงได้หรือไม่?

ไม่ได้ และอาจทำให้กลิ่นแย่ลง น้ำหอมเพียงแค่เพิ่มความหอม ไม่ได้ยับยั้งแบคทีเรียหรือระงับเหงื่อ การฉีดน้ำหอมทับผิวที่มีกลิ่นตัวจะทำให้กลิ่นผสมกันจนฉุนและเหม็นรุนแรงกว่าเดิม หากต้องการลดกลิ่นตัวควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย หรือระงับเหงื่อโดยตรง

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออโตเดิร์ม

ทำความสะอาดและบำรุงผิว

ผิวแห้งถึงผิวแห้งมาก

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออโตเดิร์ม (Atoderm)

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออโตเดิร์ม

ผิวแห้งคือผิวที่มีลักษณะตึงและขาดความอ่อนนุ่ม
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มออโตเดิร์ม (Atoderm) นำเสนอผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าและผิวกายที่เหมาะสำหรับผิวแห้งและผิวแห้งมากสำหรับใช้ประจำวัน อีกทั้งยังช่วยดูแลผิวที่มีปัญหาผื่นภูมิแพ้ผิวหนังหรืออาการคันควบคู่ไปด้วย... เป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่จำเป็นในการฟื้นบำรุงผิวให้เนียนนุ่มและรู้สึกสบายผิว บอกลาผิวแห้งตึงและคันหลังอาบน้ำไปได้เลย!