Key Takeaway

  • รังสีอัลตราไวโอเลต คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 100 ถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งเป็นระดับที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนแสงปกติ โดยรังสี UV นี้สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงความยาวคลื่นและคุณสมบัติเฉพาะตัว ได้แก่ UVA, UVB และ UVC
  • ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต ได้แก่ ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดี ใช้รักษาโรคกระดูกและโรคผิวหนังบางชนิด ใช้เป็นแสงแบล็กไลต์ (Black Light) ใช้ในงานธรณีวิทยาและอุตสาหกรรม ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค และประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตร
  • อันตรายเมื่อได้รังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป ไม่ว่าจะเป็นกระตุ้นการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวหมองคล้ำและไหม้แดด ก่อให้เกิดปัญหาฝ้าและกระ กระตุ้นอาการสิวผด ทำให้ผิวบอบบางและไวต่อแสง เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง ทำลายสุขภาพดวงตา และส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  • วิธีปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต ทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงออกนอกบ้านช่วงแดดจัด แต่งกายปกปิดผิว ใช้อุปกรณ์กันแดดเสริม และหมั่นทาครีมกันแดดเป็นประจำ

 

รังสีอัลตราไวโอเลตหรือ UV เป็นรังสีธรรมชาติที่มีแหล่งกำเนิดจากดวงอาทิตย์ แบ่งเป็น UVA, UVB และ UVC ช่วยสร้างวิตามินดี แต่ถ้ารับมากเกินไปอาจทำให้เกิดอันตรายได้ บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจกับรังสีอัลตราไวโอเลต กับประโยชน์ที่ใครๆ ต่างมองข้าม และวิธีดูแลผิวจากแสงแดดอย่างปลอดภัยกัน

 

 รังสีอัลตราไวโอเลตคืออะไร

รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “รังสีเหนือม่วง” คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 100 ถึง 400 นาโนเมตร ซึ่งเป็นระดับที่สายตามนุษย์ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนแสงปกติ โดยรังสี UV นี้สามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลักตามช่วงความยาวคลื่นและคุณสมบัติเฉพาะตัว ได้แก่ UVA, UVB และ UVC ซึ่งแต่ละชนิดส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศและผิวหนังของเราแตกต่างกันไป

 

 รังสีอัลตราไวโอเลต มาจากไหนได้บ้าง

  • แสงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดรังสี UV ตามธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดและส่องสว่างมายังโลกตลอดเวลา
  • หลอดไฟประเภทต่างๆ ทั้งหลอดไฟให้ความสว่างภายในอาคารและหลอด Black Light Blue (BLB) ที่ใช้ในการตรวจธนบัตรหรือประดับตกแต่ง
  • หลอดรังสี UV คลื่นสั้น (Short wave UV lamp) ที่นำมาใช้ในวงการแพทย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการฆ่าเชื้อโรคและอุปกรณ์ต่างๆ
  • เครื่องเลเซอร์ยูวี (UV Laser) ที่ใช้งานครอบคลุมทั้งในด้านอุตสาหกรรม การแกะสลักชิ้นงาน รวมถึงการศัลยกรรมทางการแพทย์
  • แสงจากการเชื่อมโลหะ ซึ่งในกระบวนการอาร์คหรือการเชื่อมจะมีการปลดปล่อยรังสี UV เข้มข้นออกมาพร้อมกับแสงจ้า
  • หน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น จอคอมพิวเตอร์และสมาร์ตโฟน ซึ่งส่งผ่านแสงสีฟ้าและรังสีบางส่วนออกมาสู่ผู้ใช้งาน

 รังสีอัลตราไวโอเลต มีประเภทอะไรบ้าง

 UVA

รังสี UVA (Long wave UVR) หรือที่มักเรียกกันว่า Black light เป็นรังสีที่มีความยาวคลื่นประมาณ 300 - 400 นาโนเมตร ซึ่งสามารถพบรังสีชนิดนี้ในแสงแดดได้สูงถึง 75% ด้วยคุณสมบัติที่สามารถทะลุทะลวงลงไปถึงผิวหนังชั้นลึกได้ จึงเข้าไปทำลายโครงสร้างสำคัญของผิวจนก่อให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย ผิวเหี่ยวย่น รวมถึงกระตุ้นการเกิดฝ้า กระ และจุดด่างดำ นอกจากนี้ การได้รับรังสี UVA สะสมเป็นเวลานานยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังอีกด้วย

 

 UVB

รังสี UVB (Middle UVR) หรือที่รู้จักกันในชื่อ Sunburn radiation มีช่วงความยาวคลื่นประมาณ 290 - 320 นาโนเมตร ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 18% ของแสงแดดที่ส่องลงมายังพื้นโลก รังสีชนิดนี้ทะลุทะลวงเข้าไปถึงชั้นผิวหนังกำพร้าและผิวหนังแท้ส่วนบน ส่งผลโดยตรงให้เกิดอาการผิวไหม้แดด (Sunburn) มีอาการแสบร้อน ระคายผิว และทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากอาจนำไปสู่ปัญหาผิวอักเสบในระยะยาวได้

 

 UVC

รังสี UVC (Short wave UVR) หรือที่เรียกกันว่า Germicidal radiation เป็นรังสีที่มีช่วงความยาวคลื่นสั้นที่สุดประมาณ 200 - 290 นาโนเมตร โดยปกติแล้วรังสีชนิดนี้จะถูกชั้นบรรยากาศโอโซนดูดซับไว้จนหมด ทำให้ไม่สามารถส่องลงมาถึงพื้นโลกได้ แม้ในปัจจุบันเราจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากรังสีชนิดนี้ แต่หากในอนาคตชั้นบรรยากาศถูกทำลายจนไม่สามารถทำหน้าที่กรองรังสี UVC ได้ รังสีนี้จะกลายเป็นอันตรายร้ายแรงต่อผิวหนังและเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้อย่างรวดเร็ว

 

 ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลต

แม้ว่ารังสีอัลตราไวโอเลตจะเป็นสิ่งที่เราพยายามหลีกเลี่ยงเพราะอาจทำร้ายผิวได้ แต่หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม ประโยชน์ของรังสีอัลตราไวโอเลตมีดังนี้

  • ช่วยกระตุ้นการสร้างวิตามินดี สำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันและการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย
  • ใช้รักษาโรคกระดูกและโรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคด่างขาว และโรคกระดูกอ่อนในเด็ก ภายใต้การดูแลของแพทย์
  • ใช้เป็นแสงแบล็กไลต์ (Black Light) สำหรับตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารสำคัญหรือธนบัตร
  • ใช้ในงานธรณีวิทยาและอุตสาหกรรม เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของแร่ธาตุต่างๆ
  • ใช้ในการฆ่าเชื้อโรค ทั้งในน้ำดื่ม อาหาร และอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อความสะอาดปลอดภัย
  • ประยุกต์ใช้ในด้านการเกษตร เพื่อควบคุมการเจริญเติบโตหรือปรับปรุงคุณภาพผลผลิตบางอย่าง

 ข้อเสียเมื่อได้รับรังสีอัลตราไวโลเลตมากเกินไป

อันตรายของรังสีอัลตราไวโอเลตสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้หลายด้านหากได้รับในปริมาณที่มากเกินไป โดยรังสีอัลตราไวโอเลตมีโทษดังนี้

  • กระตุ้นการเกิดริ้วรอยก่อนวัย ทำให้ผิวหนังขาดความยืดหยุ่นและเหี่ยวย่นเร็วกว่าปกติ
  • ทำให้ผิวหมองคล้ำและไหม้แดด ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสีผิวที่เข้มขึ้นและอาการแสบร้อนจากการถูกทำร้าย
  • ก่อให้เกิดปัญหาฝ้าและกระ ทั้งฝ้าแดด ฝ้าแดง และจุดด่างดำที่รักษาได้ยาก
  • กระตุ้นอาการสิวผด ให้กำเริบขึ้นจากการที่ผิวถูกรบกวนด้วยความร้อนและรังสี
  • ทำให้ผิวบอบบางและไวต่อแสง ส่งผลให้เกิดอาการแพ้แดดหรือระคายผิวได้ง่ายขึ้น
  • เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนัง จากการสะสมของรังสีที่เข้าไปทำลายดีเอ็นเอในเซลล์ผิว
  • ทำลายสุขภาพดวงตา หากสัมผัสโดยตรงอาจก่อให้เกิดโรคต้อเนื้อ ต้อกระจก หรือเยื่อบุตาอักเสบได้
  • ส่งผลเสียต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้กลไกการป้องกันตัวเองของร่างกายและผิวหนังอ่อนแอลง

 

 ใครบ้างที่เสี่ยงได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตมากเกินไป

  • การทำกิจกรรมกลางแจ้งติดต่อกันเป็นเวลานาน หรืออยู่ท่ามกลางแสงแดดจัดตลอดทั้งวันโดยไม่มีการพัก
  • การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแดดแรงจัด เช่น การไปเที่ยวทะเลหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีดัชนีรังสี UV สูง
  • การละเลยการทาครีมกันแดดเป็นประจำ ทำให้ผิวขาดเกราะป้องกันพื้นฐานก่อนออกไปเผชิญแสงแดดในชีวิตประจำวัน
  • การขาดการบำรุงผิวให้แข็งแรง ซึ่งส่งผลให้ปราการผิวอ่อนแอลงจนไวต่อแสงและถูกรังสีทำลายได้ง่ายกว่าปกติ
  • การนั่งทำงานใกล้หน้าต่างหรือกระจก เนื่องจากรังสีบางชนิดสามารถทะลุผ่านกระจกเข้ามาทำร้ายผิวภายในอาคารได้
  • การทำงานกับเครื่องถ่ายเอกสารเป็นประจำ เพราะหลอดไฟภายในเครื่องสามารถปลดปล่อยรังสี UV ออกมาในขณะใช้งานได้
  • การสัมผัสแสงจากหลอดไฟเฉพาะทาง เช่น หลอดฮาโลเจน หลอดฟลูออเรสเซนต์ความเข้มสูง หรือหลอดยูวีสำหรับฆ่าเชื้อโรค
  • การไม่ใช้อุปกรณ์ช่วยกำบังแสงแดด เช่น การไม่สวมหมวก แว่นกันแดด หรือเสื้อคลุมเพื่อช่วยลดการสัมผัสรังสีโดยตรง

วิธีปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต

 หลีกเลี่ยงออกนอกบ้านช่วงแดดจัด

ควรพยายามงดการออกนอกบ้านหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเวลา 10.00–16.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงที่รังสี UV มีความเข้มข้นสูงสุด ซึ่งการหลีกเลี่ยงช่วงเวลานี้จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดผิวไหม้ แดงคล้ำ จุดด่างดำ และโรคมะเร็งผิวหนังได้ หากจำเป็นต้องออกแดดควรเลือกเดินในที่ร่ม อยู่ใต้ชายคา หรือลดระยะเวลาที่สัมผัสแสงแดดให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อป้องกันการสะสมของรังสีบนผิว

 แต่งกายปกปิดผิว และใช้อุปกรณ์เสริม

การเลือกแต่งกายด้วยเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาวที่ทำจากผ้าทอแน่น สีเข้ม หรือผ้าที่มีค่า UPF จะช่วยสกัดกั้นรังสีไม่ให้สัมผัสผิวโดยตรงได้ดีกว่าผ้าเนื้อบางสีอ่อน นอกจากนี้ ควรใช้ตัวช่วยเสริมอย่างหมวกปีกกว้าง ร่มกันแดด และแว่นตากันแดดที่ป้องกัน UV เพื่อปกป้องบริเวณใบหน้า ดวงตา และลำคอ ซึ่งเป็นจุดที่บอบบางและเสี่ยงต่อการเกิดริ้วรอยหรือจุดด่างดำได้ง่าย

 หมั่นทาครีมกันแดด

ควรทาครีมกันแดดเป็นประจำทุกวันแม้จะอยู่ในอาคาร เพราะรังสี UVA สามารถทะลุผ่านกระจกเข้ามาทำร้ายผิวให้หมองคล้ำและแก่ก่อนวัยได้ โดยควรเลือกสูตรที่ป้องกันได้ทั้ง UVA และ UVB มีค่า SPF 30 และ PA+++ ขึ้นไป แนะนำให้ทาก่อนออกแดดประมาณ 15–30 นาที และหมั่นทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงหากต้องอยู่กลางแจ้งหรือมีเหงื่อออก เพื่อคงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวอยู่เสมอ 

 

Photoderm Aquafluide SPF50+ (Invisible) ครีมกันแดดสูตรน้ำนมที่มีเนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยลงบนผิวได้ง่ายโดยไม่ทิ้งคราบขาว ปราศจากน้ำหอม อ่อนโยนและตอบโจทย์ผู้ที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย โดดเด่นด้วยประสิทธิภาพการปกป้องผิวจากทั้งรังสี UVA และ UVB ช่วยสะท้อนและตัดวงจรการทำร้ายผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Photoderm Aquafluide SPF50+ (Light color) ครีมกันแดดทาหน้าสูตรน้ำ (สีเนื้อ) ที่ออกแบบมาเพื่อผิวบอบบางและระคายง่ายโดยเฉพาะ มอบความชุ่มชื้นให้ผิวรู้สึกสบายยาวนานตลอดทั้งวัน แม้จะใช้ตัวกรองแสงแดดเพียง 4 ชนิด แต่ก็สามารถปกป้องผิวจากรังสี UVA และ UVB ได้อย่างครอบคลุม สามารถทาได้ทั่วใบหน้ารวมถึงบริเวณรอบดวงตาโดยไม่ก่อให้เกิดการระคายผิว

 

Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Invisible) ครีมกันแดดที่ออกแบบมาให้เหมาะกับทุกสภาพผิว (สูตรนี้มีส่วนผสมของน้ำหอมในปริมาณเล็กน้อย สำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง ควรลองทดสอบอาการแพ้ในบริเวณจุดเล็กๆ ก่อนเริ่มใช้) โดดเด่นด้วยเนื้อสัมผัสแบบอัลตราฟลูอิดที่บางเบาเป็นพิเศษ เกลี่ยง่าย ไม่เหนียวเหนอะหนะ ไม่ทิ้งคราบขาว และให้ผลลัพธ์ผิวแมตต์หลังทาทันที สามารถดูแลผิวได้ครอบคลุมทั้งจากแสงแดด รังสี UV และคลื่นความร้อน

 

Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Shade 01) ครีมกันแดดทาหน้าสีเนื้ออ่อนที่เหมาะกับทุกสภาพผิว รวมถึงผิวเป็นสิวและผิวบอบบาง (มีส่วนผสมของน้ำหอมในปริมาณเล็กน้อย สำหรับผู้ที่ผิวระคายง่ายเป็นพิเศษ ควรทดสอบอาการแพ้ก่อนเริ่มใช้งานจริงเพื่อความปลอดภัย) ช่วยดูแลผิวจากทั้งแสงแดด รังสี UV คลื่นความร้อน และมลภาวะรอบตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึง Iron Oxide ที่ช่วยปกป้องผิวจาก Blue Light ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้า และความหมองคล้ำบนใบหน้า มาพร้อมเนื้อสัมผัสที่บางเบา ไม่เหนียวเหนอะหนะ และให้ลัพธ์ผิวแมตต์หลังใช้งานทันที

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโฟโตเดิร์ม

ปกป้องผิวจากแสงแดด

ผิวแพ้ง่ายที่ต้องเผชิญกับแสงแดด

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโฟโตเดิร์ม (Photoderm)

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโฟโตเดิร์ม

คุณกำลังมองหาครีมกันแดดประสิทธิภาพสูงสำหรับผิวของคุณอยู่หรือเปล่า

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มโฟโตเดิร์ม (Photoderm) คือผลิตภัณฑ์กันแดดครบวงจรสำหรับทุกสภาพผิวรวมถึงผิวที่มีความไวต่อแสงแดด  โดยมีทั้งผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสำหรับผิวที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างแสงแดดหรือสารเคมีผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย และผลิตภัณฑ์ป้องกันแสงแดดสำหรับผิวมันถึงผิวเป็นสิวง่ายโดยเฉพาะ

สรุป

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) คือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีแหล่งกำเนิดหลักจากแสงแดดและอุปกรณ์ไฟฟ้า โดยแบ่งเป็น UVA ที่ทำลายผิวชั้นลึกจนเกิดริ้วรอยและฝ้า UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดดแสบร้อน และ UVC ที่รุนแรงแต่ถูกชั้นบรรยากาศกรองไว้ แม้รังสี UV จะมีประโยชน์ในการกระตุ้นวิตามินดี รักษาโรคผิวหนัง และฆ่าเชื้อโรค แต่หากได้รับมากเกินไปจะส่งผลเสียร้ายแรง ทั้งการทำให้ผิวแก่ก่อนวัย เกิดมะเร็งผิวหนัง ทำลายดวงตา และภูมิคุ้มกันร่างกายลดลง

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรังสีอัลตราไวโอเลต (FAQ)

 

 รังสี UV สามารถทะลุผ่านอะไรได้บ้าง?

รังสี UVA มีอานุภาพการทะลุทะลวงสูงมาก โดยสามารถผ่านได้ทั้งกระจกใส เมฆ ละอองฝน รวมถึงเสื้อผ้าบางชนิด เพื่อเข้าไปทำร้ายผิวจนถึงชั้นหนังแท้ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของผิวเหี่ยวย่นและริ้วรอย แม้แต่ในวันที่ฟ้าครึ้มหรือการนั่งอยู่หลังกระจกใส รังสี UVA ก็ยังสามารถทะลุผ่านเข้ามาทำร้ายผิวได้สูงถึง 75% ในขณะที่รังสี UVB แม้จะถูกกระจกช่วยกรองไว้ได้ แต่ยังคงสามารถผ่านชั้นเมฆลงมาทำให้ผิวเกิดอาการไหม้แดดได้แม้ในวันที่ไม่มีแสงแดดจัด

 

 รังสี UV ชนิดใดอันตรายที่สุด?

รังสี UVC ถือเป็นรังสีที่มีอันตรายและมีพลังงานในการทำลายล้างสูง เนื่องจากมีอานุภาพในการเข้าทำลายโครงสร้าง DNA ได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม โดยปกติแล้วเราจะปลอดภัยจากรังสีชนิดนี้ในธรรมชาติ เพราะรังสี UVC เกือบทั้งหมดจะถูกชั้นบรรยากาศโอโซนดูดซับไว้ก่อนที่จะส่องลงมาถึงพื้นโลก

 

 อยู่ในบ้านต้องป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตไหม?

แม้เราจะอยู่ภายในอาคารก็ไม่ควรละเลยการป้องกันรังสี UV เนื่องจากรังสี UVA มีอานุภาพสูงจนสามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างเข้ามาทำร้ายผิวได้โดยตรง

 

 ถ้ามีเมฆจัดหรือฝนตก รังสี UV ยังมีอยู่หรือไม่?

แม้ในวันที่เมฆครึ้มหรือมีฝนตก ก็ยังไม่สามารถวางใจรังสี UV ได้ เพราะแม้ก้อนเมฆจะช่วยบดบังแสงแดดจ้าและลดความร้อนลงได้บ้าง แต่รังสี UVA กลับมีอานุภาพในการทะลุผ่านชั้นเมฆและละอองฝนลงมาทำร้ายผิวได้สูงถึง 80-90%

 

 รังสีอัลตราไวโอเลต กับแสงสีฟ้าเหมือนกันไหม?

รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) และแสงสีฟ้า (Blue Light) มีความแตกต่างที่ชัดเจน โดยรังสี UV เป็นคลื่นพลังงานที่ดวงตามนุษย์มองไม่เห็น ซึ่งมีอันตรายสูงต่อทั้งผิวหนังและดวงตา ในขณะที่แสงสีฟ้าจัดอยู่ในกลุ่มแสงที่มองเห็นได้ (Visible Light) โดยมีช่วงความยาวคลื่นอยู่ระหว่าง 380 - 500 นาโนเมตร

 

 การใส่เสื้อผ้าสีอ่อน ช่วยป้องกันรังสี UV ได้จริงไหม?

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการสวมเสื้อผ้าสีอ่อนช่วยปกป้องผิวจากแสงแดดได้ดี แต่ในความจริงแล้ว เสื้อผ้าสีเข้ม เช่น สีดำหรือสีน้ำเงินเข้ม มีประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UV ได้ดีกว่า เนื่องจากเม็ดสีที่เข้มข้นจะช่วยดูดซับรังสีเอาไว้ไม่ให้ทะลุผ่านเนื้อผ้าลงไปทำร้ายผิวหนังได้มากกว่าเสื้อผ้าสีอ่อนอย่างสีขาวหรือสีเหลือง 

 

 ผิวเด็กไวต่อรังสี UV มากกว่าผู้ใหญ่จริงไหม?

ผิวของเด็กนั้นมีความบอบบางและไวต่อรังสี UV มากกว่าผู้ใหญ่หลายเท่าตัว เนื่องจากโครงสร้างผิวหนังของเด็กมีความบางกว่าผิวผู้ใหญ่ถึงประมาณ 5 เท่า ประกอบกับการเรียงตัวของเซลล์ผิวที่ยังไม่แน่นหนาพอ และกลไกทางธรรมชาติในการสร้างเม็ดสีเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ทำให้รังสีสามารถทะลุผ่านเข้าไปทำร้ายผิวชั้นลึกได้ง่ายและรวดเร็วกว่าปกติ

 

 ทากันแดดแค่ตอนเช้าครั้งเดียวพอไหม?

การทาครีมกันแดดเพียงครั้งเดียวในช่วงเช้านั้นไม่เพียงพอสำหรับการปกป้องผิวตลอดทั้งวัน เนื่องจากประสิทธิภาพของสารกันแดดจะค่อยๆ ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป โดยเฉพาะหากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือมีเหงื่อออกมาก