วิธีการดูแลผิว
Key Takeaway
- การเลือกกันแดดให้เหมาะกับผิว ช่วยให้ปกป้องรังสียูวีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ลดโอกาสเกิดฝ้า กระ และป้องกันอาการระคายผิว หน้ามันเยิ้ม หรืออุดตันรูขุมขนจากการใช้สูตรที่ไม่เข้ากับผิว
- แนะนำให้ใช้ SPF 30 ขึ้นไปสำหรับวันสบายๆ ในร่ม แต่หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือเจอแดดจัด ควรขยับมาใช้ SPF 50+ ควบคู่กับค่า PA+++ ขึ้นไปเพื่อการปกป้องที่ครอบคลุม
- 7 ขั้นตอนเลือกครีมกันแดด ควรพิจารณาจากประเภทสารกันแดด ระดับค่า SPF และ PA เลือกเนื้อสัมผัสให้ตรงสภาพผิวและไลฟ์สไตล์ ทดสอบอาการแพ้ก่อนเสมอ และเน้นความคุ้มค่าเพื่อให้สามารถหยิบมาทาได้ทุกวัน
แสงแดดเมืองไทยไม่เคยเป็นเรื่องเล็ก เพราะในแต่ละวันที่เราได้สัมผัสความร้อนจากรังสี UV ในวันที่แดดจัดหรืออยู่ภายในอาคาร หากเลือกครีมกันแดดที่ไม่เหมาะสมก็อาจทำร้ายผิว ประสิทธิภาพในการกันแดดไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ รู้สึกไม่สบายผิวอีกด้วย บทความนี้จะแนะนำวิธีเลือกครีมกันแดด ควรเลือกอย่างไรบ้างใน 7 ขั้นตอน เพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องจากแสงแดด พร้อมวิธีเลือกกันแดดให้ตอบโจทย์สภาพผิวทำอย่างไรบ้าง
ทำไมการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับผิวจึงสำคัญ
ครีมกันแดดเปรียบเสมือนด่านแรกในการปกป้องผิวจากรังสียูวี อย่าง UVA และ UVB ที่คอยทำร้ายโครงสร้างผิว การทาครีมกันแดดเป็นประจำมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหาผิวเสื่อมสภาพก่อนวัย ช่วยลดโอกาสเกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ และริ้วรอยลึก นอกจากนี้ยังเป็นวิธีที่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์ว่าช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งผิวหนังได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถึงแม้ครีมกันแดดจะมีประโยชน์ แต่การเลือกเนื้อสัมผัสและส่วนผสมให้ตรงกับสภาพผิวก็สำคัญไม่แพ้กัน หากเลือกสูตรที่ไม่เหมาะสมกับผิว อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เช่น
- เกิดอาการระคายผิว หรือมีผื่นแดง
- รู้สึกแสบผิว โดยเฉพาะในกลุ่มคนผิวแพ้ง่ายที่ใช้สารกันแดดกลุ่ม Chemical Sunscreen บางชนิด
- ทิ้งความเหนอะหนะ ทำให้รู้สึกไม่สบายผิวตลอดทั้งวัน หรือรุนแรงถึงขั้นมีโอกาสอุดตันรูขุมขน
การเลือกครีมกันแดดที่เข้ากับผิวจึงไม่เพียงช่วยให้สารกันแดดทำงานปกป้องผิวได้อย่างเต็มที่ แต่ยังช่วยให้สามารถทากันแดดในปริมาณที่ถูกต้องได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกรำคาญใจอีกด้วย
แนะนำ 7 วิธีเลือกครีมกันแดด เลือกอย่างไร ควรดูอะไรบ้าง
การเลือกครีมกันแดดที่ใช่ไม่ได้ดูแค่ค่าตัวเลขบนขวด แต่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพในการปกป้องและส่วนผสมที่ตอบโจทย์กับผิว เพื่อให้หยิบมาใช้ได้ทุกวันโดยไม่รู้สึกเหนอะหนะ แนะนำ 7 เช็กลิสต์ที่ช่วยให้เลือกกันแดดได้ตรงใจและปกป้องผิวของเราได้
1. เลือกตามประเภทของครีมกันแดด
การทำความรู้จักประเภทของสารกันแดดจะช่วยให้เลือกผลิตภัณฑ์ได้ตรงกับความต้องการและสภาพผิวมากขึ้น โดยหลักๆ แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
- Chemical Sunscreen ทำหน้าที่ดูดซับรังสี UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อไม่ให้รังสีทำร้ายผิว มีจุดเด่นคือเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมซาบไว เกลี่ยง่าย ไม่ทิ้งคราบขาว แต่อาจก่อให้เกิดอาการระคายผิวในผู้ที่มีผิวบอบบาง
- Physical Sunscreen ทำหน้าที่เสมือนกระจกเงาสะท้อนรังสี UV ออกจากผิว มีความอ่อนโยนสูง โอกาสระคายผิวน้อย เหมาะกับผิวแพ้ง่ายและผิวเด็ก แต่เนื้อครีมมักมีความหนาและอาจทำให้หน้าขาวลอยหรือเป็นคราบระหว่างวัน
- Chemical-Physical Sunscreen หรือ Hybrid Sunscreen เป็นการผสานข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ทั้งสามารถดูดซับและสะท้อนรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื้อสัมผัสเกลี่ยง่าย ไม่ดูขาวลอย และลดโอกาสการระคายผิวลง
2. เลือกค่า SPF ให้เหมาะสม
การดูค่าการปกป้องให้ครบถ้วนเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากคำถามที่ว่ากันแดดควรใช้ SPF เท่าไรแล้ว ยังควรพิจารณาจาก 3 ค่าหลัก เพื่อการปกป้องผิวที่ครอบคลุม
- SPF (Sun Protection Factor) บอกถึงประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ที่ทำให้ผิวไหม้แดด ควรเลือกค่า SPF 30 ขึ้นไปสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน หรือ SPF 50+ สำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง
- PA (Protection Grade of UVA) บอกระดับการป้องกันรังสี UVA ที่เพิ่มโอกาสเกิดผิวเสื่อมสภาพและริ้วรอย ควรเลือกกันแดดที่มีค่า PA+++ หรือ PA++++ เพื่อการปกป้องผิวจากแสงแดด
- PPD (Persistent Pigment Darkening) เป็นค่าชี้วัดประสิทธิภาพการป้องกัน UVA ที่มีความแม่นยำสูง (มักพบในกันแดดเวชสำอางฝั่งยุโรป) ยิ่งค่า PPD สูง ยิ่งลดโอกาสเกิดผิวคล้ำเสีย ฝ้า กระ และจุดด่างดำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3. เลือกจากรูปแบบ เนื้อสัมผัส
นอกจากประเภทสารกันแดดและค่า SPF แล้ว รูปแบบเนื้อสัมผัสก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะส่งผลโดยตรงต่อความรู้สึกสบายผิวเวลาทา โดยมีวิธีเลือกครีมกันแดดจากเนื้อสัมผัสได้ดังนี้
- เนื้อครีม (Cream) ให้สัมผัสคล้ายมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เกลี่ยง่าย ไม่หนักหรือเบาจนเกินไป มักจะผสมสารบำรุงผิวมาให้ในตัว จึงเป็นเนื้อกันแดดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
- เนื้อเจล (Gel) บางเบาและซึมซาบลงผิวได้ไวกว่าเนื้อครีม จุดเด่นคือไม่มีสี ทาแล้วหน้าไม่วอก ไม่รบกวนเมกอัป และสามารถใช้เป็นไพรเมอร์ก่อนแต่งหน้าได้ จึงตอบโจทย์ทั้งผู้ชายและคนที่แต่งหน้าเป็นประจำ
- แบบแท่ง (Stick) เน้นพกพาง่ายและใช้งานสะดวก สามารถเปิดฝาแล้วปาดลงบนผิวได้เลยทันที แต่อาจจะรู้สึกหนักผิวเล็กน้อย และจำเป็นต้องปาดทับหลายๆ รอบเพื่อให้ผิวได้รับการปกป้องในปริมาณที่เพียงพอ
- แบบสเปรย์ (Spray) ไอเทมสำหรับพกไว้เติมระหว่างวัน ละอองสเปรย์มีความบางเบา ไม่ทำให้เมกอัปไหลเยิ้ม ใช้งานง่ายเพียงแค่ฉีดพ่นละอองให้ทั่วใบหน้าหรือผิวกาย
Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Invisible) กันแดดเนื้อบางเบาเกลี่ยง่าย ได้ฟินิชผิวแมตต์ สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว พร้อมช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด มลภาวะและคลื่นความร้อนได้มากถึง 99% และช่วยป้องกันการเกาะจับของมลภาวะถึง 33% มี Antioxidant จาก Ectoin และ Mannitol ช่วยให้ริ้วรอยแลดูลดลง ปรับให้สีผิวแลดูกระจ่างใส มีค่า PPD สูงถึง 35.9 แต่มีส่วนผสมของน้ำหอมเล็กน้อย ผู้ที่มีผิวบอบบางแนะนำว่าควรทดสอบก่อนใช้งาน
Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Shade 01) กันแดดสี Light ที่ตอบโจทย์การปกป้องผิวรอบด้านจากแสงแดด มลภาวะ รังสี UV และคลื่นความร้อน มีค่า PPD อยู่ที่ 32.5 โดดเด่นด้วยการผสาน Iron Oxides ที่ช่วยปกป้องผิวจาก Visible Light ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดฝ้า และความหมองคล้ำขึ้นกับผิว ลดการเกาะจับของมลภาวะได้ถึง 33%
นอกจากนี้ยังมีเฉดสีอื่นๆ อย่าง Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Shade 02) สี Medium Light และ Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Shade 03) สี Medium ตอบโจทย์สีผิวที่หลากหลาย ทำให้เข้ากับสีผิวจริงอย่างเป็นธรรมชาติ แต่มีส่วนผสมของน้ำหอม คนที่มีผิวบอบบางควรทดสอบก่อนใช้งาน
4. เลือกตามสภาพผิว
การเลือกเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับสภาพผิวจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการปกป้อง และลดอุดตันหรือระคายผิวได้ดี โดยมีเทคนิคการเลือกดังนี้
ผิวแห้ง
- เนื้อกันแดดที่เหมาะสม: เนื้อครีม หรือเนื้อโลชั่น
- ข้อแนะนำ: ควรมีส่วนผสมช่วยเติมความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด เซราไมด์
ผิวมัน
- เนื้อกันแดดที่เหมาะสม: เนื้อเจล เซรั่ม หรือ Water-based
- ข้อแนะนำ: เลือกสูตร Oil-free และ Non-comedogenic เพื่อลดโอกาสอุดตัน
ผิวผสม
- เนื้อกันแดดที่เหมาะสม: เนื้อกึ่งเจล หรือโลชั่นเนื้อเบา
- ข้อแนะนำ: เน้นเนื้อสัมผัสที่เบาสบาย ทาได้ทั่วหน้าโดยไม่ทำให้บริเวณทีโซนมันเพิ่ม
ผิวแพ้ ระคายง่าย
- เนื้อกันแดดที่เหมาะสม: เนื้อโลชั่นสูตรอ่อนโยน (Physical Sunscreen)
- ข้อแนะนำ: หลีกเลี่ยงส่วนผสมของน้ำหอม แอลกอฮอล์ และพาราเบน
5. เลือกให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์
รูปแบบการใช้ชีวิตเป็นอีกปัจจัยที่กำหนดว่าควรใช้ครีมกันแดดแบบไหน หากทำงานในออฟฟิศ ไม่ค่อยโดนแดด การใช้กันแดดเนื้อบางเบา SPF 30 PA+++ ก็ถือว่าเพียงพอ แต่หากไลฟ์สไตล์เน้นกิจกรรมกลางแจ้ง เล่นกีฬา หรือไปทะเล ควรเลือกสูตร SPF 50+ PA++++ ขึ้นไป และต้องระบุคุณสมบัติกันน้ำ กันเหงื่อ อย่าง Water-resistant หรือ Very Water-resistant เพื่อให้เกาะติดผิวได้ดีแม้มีเหงื่อ
6. ควรทดสอบการแพ้ ระคายก่อนใช้
แม้จะเป็นครีมกันแดดสำหรับผิวแพ้ง่าย แต่สภาพผิวของแต่ละคนมีการตอบสนองต่อสารเคมีไม่เหมือนกัน ก่อนนำมาทาทั่วใบหน้า ควรทดสอบด้วยการทากันแดดปริมาณเล็กน้อยบริเวณท้องแขนหรือหลังใบหู ทิ้งไว้ประมาณ 24-48 ชั่วโมง หากไม่มีอาการระคายผิวใดๆ แสดงว่าผลิตภัณฑ์นั้นปลอดภัยและสามารถใช้งานได้
7. เลือกครีมกันแดดในราคาที่คุ้มค่า
ครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพดีไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงที่สุดเสมอไป ความคุ้มค่าควรวัดจากคุณภาพของส่วนผสม ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ และผลการทดสอบประสิทธิภาพที่ชัดเจน นอกจากนี้ ควรพิจารณาจากปริมาณและราคาที่สอดคล้องกับงบประมาณ เนื่องจากครีมกันแดดเป็นไอเทมที่ต้องทาทุกวัน การเลือกผลิตภัณฑ์ที่สามารถซื้อใช้ซ้ำได้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่า
สรุป
การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับผิวมีความสำคัญ เพราะนอกจากจะช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี ลดโอกาสเกิดฝ้า กระ ริ้วรอย และลดความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังแล้ว ยังช่วยบอกลาปัญหาระคายผิว หน้ามันเยิ้ม หรืออุดตันจากการใช้สูตรที่ไม่เหมาะสม แนวทางการเลือกกันแดดที่ถูกต้อง เริ่มจากพิจารณาประเภทสารกันแดด สังเกตค่า SPF 30 ขึ้นไปพร้อมค่า PA หรือ PPD
เลือกรุ่นที่มีเนื้อสัมผัสเบาสบายและตอบโจทย์สภาพผิวของตัวเอง ทั้งผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวแพ้ ระคายง่าย พร้อมทั้งคำนึงถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต หากมีกิจกรรมกลางแจ้งควรเลือกสูตรกันน้ำ สิ่งสำคัญคือควรทดสอบอาการแพ้ก่อนใช้งานจริงเสมอ และเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพคุ้มค่า เพื่อให้สามารถทาปกป้องผิวได้อย่างต่อเนื่องทุกวัน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเลือกครีมกันแดด (FAQ)
ครีมกันแดดควรทาทุกๆ กี่ชั่วโมง?
ควรทาซ้ำทุกๆ 2 ชั่วโมง หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้งที่มีแดดจัด มีเหงื่อออกมาก หรือไปว่ายน้ำ เพราะประสิทธิภาพของสารกันแดดจะลดลงเมื่อเจอกับความร้อน เหงื่อ หรือการเสียดสี แต่ถ้าทำงานอยู่ในร่มหรือออฟฟิศเป็นหลัก อาจไม่จำเป็นต้องทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง แนะนำให้ทาในตอนเช้าอย่างสม่ำเสมอ และอาจพกกันแดดแบบสเปรย์หรือแบบแท่งไว้เติมระหว่างวันเพื่อความมั่นใจ
ทำไมครีมกันแดดผิวหน้าและผิวกายควรแยกกันใช้?
เพราะผิวหน้ามีความบอบบางและเกิดการอุดตันได้ง่ายกว่าผิวกาย ครีมกันแดดสำหรับทาตัวมักมีเนื้อสัมผัสที่เข้มข้นกว่า มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือน้ำหอมในปริมาณที่มากกว่าเพื่อเน้นการเกาะติดผิวและให้ความชุ่มชื้น หากนำมาทาหน้าอาจทำให้เกิดสิวอุดตัน หน้ามันเยิ้ม หรือระคายผิวได้ ในขณะที่กันแดดผิวหน้าจะถูกออกแบบมาให้เนื้อบางเบา ซึมไว และมีส่วนผสมที่อ่อนโยนต่อผิวกว่า
ปริมาณครีมกันแดดที่เหมาะสมสำหรับใบหน้าอยู่ที่เท่าไร?
ปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการปกป้องตามค่า SPF ที่ระบุไว้บนฉลากคือ 2 ข้อนิ้วมือ (สำหรับเนื้อครีมหรือเนื้อเจล) หรือประมาณเหรียญสิบ 1 เหรียญ หากเป็นเนื้อน้ำหรือเซรั่มเหลวๆ อาจต้องใช้ประมาณ 2 เหรียญสิบ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งใบหน้าและลำคออย่างทั่วถึง หากทาในปริมาณที่น้อยเกินไป ประสิทธิภาพในการกันแดดจะลดลงอย่างมาก