ผิวมันใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ไหม เลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิว?
ผิวหน้ามันอาจเจอปัญหาผิวต่างๆ จึงควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันเยอะ และต้องเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้หนักหน้าจนเยิ้ม
ผิวหน้ามันอาจเจอปัญหาผิวต่างๆ จึงควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันเยอะ และต้องเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้หนักหน้าจนเยิ้ม
Key Takeaway
‘ผิวมัน’ มันคือภาวะที่ต่อมไขมันใต้ผิวผลิตน้ำมันหรือซีบัม (Sebum) มากเกินไป จากที่ควรช่วยให้ผิวชุ่มชื้น กลับทำให้ใบหน้าดูมันวาว รูขุมขนกว้าง และเกิดสิวง่าย ลักษณะของคนผิวมันเห็นจากใบหน้าที่มันเงาระหว่างวัน รูขุมขนกว้าง มีสิวอุดตัน สิวหัวดำ หรือหน้าดูหมองคล้ำง่าย
ผิวหน้ามันอาจเจอปัญหาผิวต่างๆ จึงควรบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น ไม่ให้ผิวหน้าผลิตน้ำมันเยอะ และต้องเลือกเนื้อผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำให้หนักหน้าจนเยิ้ม ดูแลผิวหน้ามันด้วยการเลี่ยงเนื้อครีม แล้วหันมาใช้แบบเนื้อเจล หรือแบบเซรั่มสูตรบางเบา ซึมไว ไม่อุดตันรูขุมขน (Non-comedogenic) เพื่อช่วยควบคุมการผลิตซีบัม ป้องกันสิว และทำให้ผิวดูสุขภาพดีขึ้นเป็นธรรมชาติ
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) คือผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิว ป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิวมากเกินไป เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง โดยเฉพาะในสภาพผิวที่แห้งลอก ขาดน้ำ หรือถูกทำร้ายจากสิวและมลภาวะ
มอยส์เจอร์ไรเซอร์มีส่วนผสมที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิด ช่วยกักเก็บน้ำ เช่น เซราไมด์ หรือกลีเซอรีน และบางสูตรยังช่วยปลอบประโลมผิว ลดการระคายผิวอีกด้วย ไม่ว่าจะผิวแห้ง ผิวมัน หรือผิวเป็นสิวง่าย ก็ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ แค่เลือกสูตรที่เหมาะกับสภาพผิวก็พอ
ผิวที่ขาดน้ำหรือโดนทำร้ายจากการล้างหน้าบ่อยเกินไป จะกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อปกป้องตัวเอง ทำให้ผิวมันกว่าเดิมและเกิดสิวง่าย มอยส์เจอร์ไรเซอร์จึงทำหน้าที่ช่วยเติมน้ำล็อกความชุ่มชื้น เสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
เมื่อผิวมีสมดุลที่ดี น้ำมันและน้ำในผิวจะทำงานพอดี ไม่มันเกินไป ไม่แห้งจนลอก และยังช่วยให้ผิวรับการบำรุงขั้นต่อไปได้ดีขึ้น ถ้าอยากให้ผิวสุขภาพดี ลดโอกาสเกิดสิว และดูเรียบเนียนขึ้น การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์คือขั้นตอนที่ไม่ควรมองข้ามเลย
มอยส์เจอร์ไรเซอร์ไม่ได้มีแบบเดียวอย่างที่หลายคนคิด แต่ถูกแบ่งออกเป็นหลายประเภทตามคุณสมบัติในการเติมน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้น หรือเคลือบผิวเพื่อปกป้องไม่ให้สูญเสียน้ำ เพื่อช่วยให้เราเลือกใช้ตรงสภาพผิว
Humectant คือสารที่มีหน้าที่ดึงน้ำเข้ามาสู่ผิว ทั้งจากชั้นผิวลึกและจากความชื้นในอากาศ เพื่อช่วยให้ผิวชุ่มชื้นจากภายในอย่างเป็นธรรมชาติ สารกลุ่มนี้เหมาะกับผิวที่ขาดน้ำ แห้งตึง หรือดูหมอง เพราะจะช่วยให้ผิวดูฟู อิ่มน้ำ และเรียบเนียนขึ้น
คุณสมบัติเด่นของ Humectant คือให้ความชุ่มชื้นโดยไม่ทำให้ผิวมันหรืออุดตัน เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวมันหรือผิวเป็นสิวง่าย ตัวอย่างสารที่อยู่ในกลุ่มนี้ ได้แก่ Hyaluronic Acid, Glycerin, Aloe Vera และ Propylene Glycol พบมากในเจลบำรุงผิวหรือเซรั่มที่ให้ความรู้สึกบางเบา แต่เติมความชุ่มชื้นได้ลึกถึงผิวชั้นใน
Emollient คือสารที่ช่วยเติมไขมันให้กับผิว ทำให้ผิวรู้สึกนุ่มลื่น เรียบเนียนขึ้น เข้าไปเติมเต็มช่องว่างระหว่างเซลล์ผิวที่แห้งหรือเสียหาย ช่วยให้ผิวแข็งแรงและลดความหยาบกร้าน Emollient ให้ความรู้สึกชุ่มชื้นแบบไม่เหนอะหนะ ทำให้ผิวดูสุขภาพดีและเนียนขึ้น
เหมาะสำหรับผิวแห้ง ผิวลอก ผิวขาดความชุ่มชื้น หรือผิวที่ผ่านการใช้ยาสิวหรือผลัดเซลล์ผิว ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ เช่น Shea Butter, Squalane, Jojoba Oil, Fatty Acids และ Ceramides ซึ่งช่วยฟื้นบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม พร้อมลดการสูญเสียน้ำจากผิวได้ดี
Occlusive คือสารที่ทำหน้าที่เหมือนเกราะป้องกัน เคลือบผิวชั้นบนไว้เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำในผิวระเหยออกไป เหมาะกับคนผิวแห้งมาก ผิวลอก หรือผิวที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอ เพราะช่วยล็อกความชุ่มชื้นให้อยู่กับผิวนานขึ้น ทำให้ผิวไม่แห้งตึงและฟื้นตัวได้ดีขึ้น
สารในกลุ่มนี้จะให้เนื้อสัมผัสที่หนาแน่นกว่า Humectant และ Emollient เช่น Petrolatum, Mineral Oil, Beeswax, Lanolin หรือ Silicone-based ingredients (Dimethicone) แม้จะฟังดูหนักผิว แต่ถ้าใช้ในช่วงกลางคืนหรือเฉพาะจุดที่แห้งมาก ก็ช่วยกักเก็บน้ำได้ดี และทำให้ผิวกลับมาชุ่มชื้นแข็งแรงอีกครั้ง
หลายคนเข้าใจว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์เหมาะแค่คนผิวแห้งเท่านั้น แต่จริงๆ แล้ว ‘ทุกสภาพผิว’ ต่างต้องการความชุ่มชื้น แต่ต้องเลือกสูตรให้เหมาะกับผิวตัวเอง เพื่อช่วยปรับสมดุลน้ำ - น้ำมัน ลดโอกาสเกิดสิว และเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง
เมื่อรู้กันไปแล้วว่ามอยส์เจอไรเซอร์ช่วยลดโอกาสเกิดหน้ามันและเป็นสิวได้ วิธีเลือกมอยส์เจอไรเซอร์คนผิวมันต้องพิจารณาอะไรบ้างก่อนเลือกซื้อ? ไปดูกัน
สำหรับคนผิวมัน มอยส์เจอไรเซอร์ควรเลือกให้เหมาะสม เพราะถ้าเลือกผิด ผิวจะยิ่งมัน รูขุมขนดูขยาย และเกิดสิวตามมาได้ง่าย ควรเลือกสูตร Water-based หรือ Oil-free ที่ให้ความชุ่มชื้นแต่ไม่เพิ่มน้ำมันบนผิว ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ และช่วยควบคุมความมันระหว่างวัน
ในทางกลับกัน ควรหลีกเลี่ยงส่วนผสมอย่าง Mineral Oil หรือ Petroleum เพราะมีเนื้อหนัก เคลือบผิวไว้หนา ทำให้ผิวอุดตันง่ายและเกิดสิวตามมา มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวมันจึงควรให้ผิวชุ่มชื้นแบบเบาสบาย ปรับสมดุลน้ำและน้ำมัน ไม่ทิ้งความมันเงาบนใบหน้า
สำหรับคนผิวมัน มอยส์เจอไรเซอร์ไม่ได้มีหน้าที่แค่ให้ความชุ่มชื้น แต่ต้องช่วยควบคุมสมดุลผิวด้วย ส่วนผสมอย่าง Butylene Glycol, Dimethicone หรือ Caprylic/Capric Triglyceride ถือว่าเหมาะสม เพราะช่วยดึงและกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิว ไม่เพิ่มน้ำมันส่วนเกิน ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นในระดับที่พอดี ผิวไม่แห้งจนผลิตน้ำมันเพิ่ม และไม่มันเกินจนรู้สึกเหนอะหนะ จึงช่วยลดโอกาสเกิดสิว ทำให้ผิวดูเนียนนุ่มและสมดุลมากขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
คนผิวมันควรเลี่ยงมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีม เพราะเข้มข้นและมีส่วนผสมของน้ำมันเยอะ อาจทำให้รู้สึกหนักหน้า รูขุมขนอุดตัน และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่ายกว่า แทนที่จะช่วยผิวกลับยิ่งเพิ่มปัญหา ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเจลหรือเจลครีม (Gel / Gel-Cream) เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมไว ให้ความชุ่มชื้นโดยไม่ทิ้งความมันส่วนเกินไว้บนผิว ช่วยให้ผิวสมดุล ดูไม่เหนอะหนะ ลดโอกาสการเกิดสิวในระยะยาว
มอยส์เจอไรเซอร์คนผิวมันควรเป็นสูตร Non-Comedogenic หรือไม่อุดตันรูขุมขน เพื่อไม่กระตุ้นให้สิวเกิดใหม่ ส่วนผสมบางเบา เช่น Glycerin, Hyaluronic Acid, Butylene Glycol หรือ Niacinamide ที่ช่วยให้ผิวชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มน้ำมัน ส่วนผสมจากธรรมชาติบางชนิดอย่าง Coconut butter หรือ Avocado oil แม้จะดีต่อผิวแห้ง แต่สำหรับคนผิวมันอาจทำให้รูขุมขนอุดตันได้ เลือกสูตรเจลหรือโลชันเบาสบายแทน จะเหมาะกับผิวมันมากกว่า
ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์ประเภทเนื้อเจลหรือเนื้อครีมแบบ Water-based เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนผิวมันหรือผิวเป็นสิวง่าย เพราะให้ความชุ่มชื้นได้โดยไม่เพิ่มภาระให้ผิว เนื้อสัมผัสบางเบา ซึมไว ไม่ทิ้งความเหนอะหนะหรือความมันบนผิวหน้า
แม้จะเบาบาง แต่ยังช่วยเติมน้ำให้ผิวล้ำลึก ดูแลสมดุลผิวให้อยู่ในระดับเหมาะสม ลดโอกาสที่ผิวจะแห้งจนผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป นอกจากนี้ยังช่วยควบคุมความมันและป้องกันการอุดตันในรูขุมขนได้ ทำให้ผิวดูสุขภาพดี ชุ่มชื้น แต่ไม่มันเยิ้มระหว่างวัน
หลายคนเข้าใจว่าผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ เพราะกลัวจะยิ่งทำให้หน้ามันกว่าเดิม แต่จริงๆ แล้วไม่ว่าผิวแบบไหนก็ต้องการความชุ่มชื้น และ “ผิวมันอาจกำลังขาดน้ำ” เมื่อผิวขาดความชุ่มชื้น ร่างกายจะผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเพื่อความสมดุล ส่งผลให้ผิวมันเยิ้ม สิวอุดตัน และสิวอักเสบตามมาได้ง่าย
การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะกับผิวมันจะช่วยเติมน้ำให้ผิว เสริมเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ทำให้ผิวแข็งแรง ลดการสูญเสียน้ำ และควบคุมการผลิตน้ำมันให้อยู่ในระดับสมดุล ผิวจะเนียนขึ้น สิวเกิดซ้ำยากขึ้น และยังช่วยให้แต่งหน้าติดทน ไม่มันเยิ้มระหว่างวัน ดังนั้น ยิ่งผิวมัน ยิ่งต้องให้ความชุ่มชื้นอย่างถูกวิธี ไม่ใช่หลีกเลี่ยงมอยส์เจอร์ไรเซอร์ แต่เลือกให้เหมาะกับผิวแทน!
ผิวหน้ามันไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัย ทั้งจากภายในร่างกายและปัจจัยภายนอก สิ่งแวดล้อมรอบตัว เมื่อเข้าใจต้นเหตุ ก็สามารถดูแลผิวได้ถูกวิธี ลดความมันส่วนเกินและโอกาสเกิดสิวได้ด้วย
นอกจากวิธีเลือกใช้ผลิตภัณฑ์มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวมัน ยังสามารถดูแลและเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ด้วยวิธีอื่นๆ เพิ่มเติม ดังนี้
การดื่มน้ำและการทานอาหารที่ดีมีผลต่อผิวมากกว่าที่คิด เพราะเป็นพื้นฐานของผิวสุขภาพดีจากภายใน การดื่มน้ำอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น ขับของเสียออก ลดความมันบนใบหน้าและช่วยให้ผิวดูสดใสขึ้น หรือกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ โปรตีนดี และเลี่ยงอาหารมันหรือหวานเกินไป จะช่วยให้ระบบภายในร่างกายทำงานสมดุล เมื่อร่างกายแข็งแรง ผิวก็จะสุขภาพดี ลดโอกาสการเกิดสิวและหน้ามันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ควรล้างหน้าแค่วันละ 2 ครั้ง คือเช้าและก่อนนอน เพื่อดูแลสมดุลผิวไม่ให้แห้งเกินไป และไม่กระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่มโดยไม่จำเป็น หากรู้สึกหน้ามันระหว่างวัน สามารถใช้กระดาษซับมันแทนการล้างหน้าซ้ำได้ ช่วยควบคุมความมันโดยไม่ทำร้ายผิว เลือกทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนซิ่งไมเซล่า Sebium H2O ช่วยทำความสะอาดผิว ผสานซิงค์และคอปเปอร์เพื่อลดความมันและลดการสะสมของแบคทีเรีย สลายสิ่งสกปรกและเครื่องสำอาง โดยไม่ทำให้ผิวแห้งหรืออุดตัน เหมาะกับคนผิวมันและเป็นสิวง่าย ใช้แล้วผิวสดชื่น อ่อนโยนทุกวัน
ยังมีคนเชื่อว่าหน้ามันต้องล้างบ่อยๆ แต่จริงๆ แล้ว การล้างหน้ามากเกินไปอาจทำให้ผิวมันกว่าเดิม เพราะการล้างหน้าบ่อยจะชะล้างความชุ่มชื้นและน้ำมันดีๆ บนผิวออกไปหมด ร่างกายจึงเร่งผลิตน้ำมันขึ้นมาทดแทนในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น ทำให้ผิวมันและเกิดสิวง่ายขึ้น
ที่สำคัญ เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าสูตรอ่อนโยนที่ไม่ทำลายค่า pH ของผิว เช่น สูตรไม่มีแอลกอฮอล์ ไม่มีซัลเฟต หรือมีสารให้ความชุ่มชื้นอย่าง Glycerin, Hyaluronic Acid ช่วยให้ผิวสะอาด สมดุล ลดการผลิตน้ำมันเกิน พร้อมลดโอกาสการเกิดสิว
การดูแลผิวที่ถูกต้องต้องให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดผิว เพราะถ้าผิวสะอาดตั้งแต่แรก ขั้นตอนบำรุงผิวต่อไปก็จะได้ผลดีขึ้น การใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยนจึงสำคัญมาก เพราะช่วยล้างทั้งคราบเครื่องสำอาง ความมันส่วนเกิน และสิ่งสกปรกที่สะสมระหว่างวันออกไปโดยไม่ทำร้ายผิว
ควรเลือกคลีนเซอร์ที่ไม่ทำให้ผิวแห้งตึง ไม่รบกวนค่า pH ของผิว และยังคงสมดุลความชุ่มชื้นไว้ได้ เพื่อให้ผิวพร้อมรับการบำรุงต่อ เช่น โทนเนอร์ เซรั่ม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้เต็มประสิทธิภาพ เพราะผิวสะอาดแต่ไม่แห้งเกินไป คือจุดเริ่มต้นของการมีผิวสุขภาพดี
หลังล้างหน้า การใช้โทนเนอร์หรือเซรั่มควบคุมความมันเป็นอีกขั้นตอนที่ช่วยเรื่องผิวมันได้ดี โทนเนอร์จะช่วยเช็ดคราบมันและสิ่งสกปรกที่อาจตกค้าง พร้อมปรับสมดุลผิวให้พร้อมรับการบำรุง ส่วนเซรั่มจะซึมลึกเข้าไปทำงานที่ต่อมไขมัน ช่วยลดการผลิตน้ำมันส่วนเกิน
ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมอย่าง Niacinamide, Zinc PCA, Salicylic Acid หรือ Green Tea Extract เพราะช่วยควบคุมความมัน กระชับรูขุมขน ลดโอกาสเกิดสิว และปลอบประโลมผิวโดยไม่ทำให้แห้งตึง เมื่อใช้ต่อเนื่อง ผิวจะมันน้อยลง เรียบเนียนขึ้น และแต่งหน้าติดทนตลอดวัน
Sebium Serum เซรั่มดูแลผิวสำหรับคนที่มีปัญหาสิวและรอยสิวโดยเฉพาะ ด้วย 3 กลไก กรดซาลิไซลิกช่วยผลัดเซลล์ ลดการอุดตัน Acetyl Glucosamine ช่วยเสริมความชุ่มชื้นและฟื้นบำรุงผิว และกรดไฮยาลูโรนิกเพิ่มความยืดหยุ่น ผสานเทคโนโลยี FLUIDACTIV™ ดูแลที่ต้นเหตุสิว เผยผิวเรียบเนียน รอยสิวจางลง ผิวดูใสและกระชับขึ้น
การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ไม่ได้ทำให้หน้ามันกว่าเดิม แต่จริงๆ แล้วช่วยลดความมันได้ หากเลือกสูตรที่เหมาะสม สำหรับผิวมันควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อบางเบา เช่นเจลหรือเจลครีม เพราะซึมเร็ว ไม่เหนอะหนะ และไม่อุดตันรูขุมขน ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวไม่ขาดความชุ่มชื้น เมื่อผิวมีน้ำเพียงพอ ต่อมไขมันจะไม่เร่งผลิตน้ำมันเพิ่ม จึงลดความมันส่วนเกินได้
แนะนำมอยส์เจอร์ไรเซอร์ผิวมันสูตรที่มี Hyaluronic Acid, Glycerin, Niacinamide หรือ Ceramide เพื่อช่วยฟื้นบำรุงเกราะผิวให้แข็งแรง ลดโอกาสเกิดสิว และทำให้แต่งหน้าติดทนขึ้นด้วย
เลือก Sebium Pore Refiner ครีมบำรุงสูตรเฉพาะที่ช่วยกระชับรูขุมขน สำหรับผิวผสมถึงผิวมัน ด้วยเทคโนโลยีที่ควบคุมไขมัน ป้องกันสิวและการอุดตัน ผิวเนียน กระจ่างใส ควบคุมความมันได้ตลอดวัน หมดกังวลเรื่องรูขุมขนกว้างและความมันบริเวณ T-zone
นอกจากการใช้มอยส์เจอไรเซอร์เพื่อควบคุมความมันแล้ว การเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวลึกขึ้นด้วยมาสก์เจลก็เป็นอีกวิธีที่ช่วยให้ผิวสมดุลขึ้น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนที่ผิวได้พักผ่อนและฟื้นบำรุงตัวเองตามธรรมชาติ
มาสก์เจลทิ้งไว้ประมาณ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกหรือปล่อยให้ซึม (ขึ้นอยู่กับผลิตภัณฑ์) เพื่อช่วยเติมน้ำให้ผิว ลดอาการขาดน้ำ และลดการผลิตน้ำมันส่วนเกินในวันถัดไป วิธีนี้เหมาะกับคนผิวมัน ผิวขาดน้ำ หรือหลังใช้สกินแคร์ที่ผลัดผิว เพราะช่วยให้ผิวบำรุง อิ่มน้ำ โดยไม่ทิ้งความมันเหนอะหนะบนผิวหน้า
สำหรับคนผิวมันที่แต่งหน้าเป็นประจำ การทำความสะอาดแปรงและฟองน้ำแต่งหน้าเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลย เพราะสะสมทั้งคราบเครื่องสำอาง น้ำมันจากผิว และแบคทีเรียเอาไว้ หากนำกลับมาใช้ซ้ำบนผิวหน้า โดยเฉพาะผิวที่รูขุมขนกว้างอยู่แล้ว จะยิ่งทำให้สิ่งสกปรกอุดตันง่ายและเกิดสิวตามมา ควรล้างแปรงและฟองน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง หรือบ่อยกว่านั้นถ้าใช้งานทุกวัน เพื่อให้ผิวสะอาด ลดความมัน และลดโอกาสเกิดสิวไปพร้อมกัน ช่วยให้การแต่งหน้าเนียนขึ้นและผิวสุขภาพดีในระยะยาว
แสงแดดทำให้ผิวหมองคล้ำ และยังเป็นตัวกระตุ้นให้ผิวผลิตน้ำมันมากขึ้น เพราะความร้อนจาก UV ทำให้ผิวสูญเสียน้ำ ร่างกายจึงสร้างน้ำมันออกมาชดเชย ส่งผลให้หน้ามัน รูขุมขนกว้าง และเกิดสิวง่ายขึ้น ทาครีมกันแดดทุกเช้า แม้อยู่ในที่ร่มหรือทำงานในห้องแอร์ เลือกสูตรกันแดดสำหรับผิวมันแบบ Oil-free, Non-comedogenic หรือสูตรเจลบางเบา SPF 30 - 50 และ PA+++ ขึ้นไป เพื่อปกป้องทั้ง UVA และ UVB
Photoderm XDefense ครีมกันแดดสูตรบางเบาสำหรับผิวแพ้ง่ายและเป็นสิวง่าย ปกป้องผิวทั้งรังสี UVA/UVB แสงที่มองเห็น คลื่นความร้อน และมลภาวะ เสริมเกราะต้านอนุมูลอิสระด้วย Environmental Active Defense Patent พร้อม Detox Science Technology ฟื้นบำรุงและดีท็อกซ์ผิวให้แข็งแรง กระจ่างใสกว่าที่เคย
สรุปแล้วผิวมันใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ได้ไหม? คำตอบคือได้ เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์คือผลิตภัณฑ์ช่วยเติมและล็อกความชุ่มชื้นให้ผิว ฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง และลดโอกาสเกิดการอักเสบหรือสิว แม้จะมีความเข้าใจผิดว่าผิวมันไม่จำเป็นต้องใช้ แต่ในความจริง หากไม่เติมความชุ่มชื้น ผิวจะขาดน้ำและผลิตน้ำมันออกมามากกว่าเดิม ทำให้หน้ามันและเกิดสิวง่ายขึ้น
มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวมันควรเลือกสูตร Water-based, Oil-free หรือ Non-comedogenic เนื้อเจลหรือเจลครีมที่ซึมไว ไม่เหนอะหนะ และไม่อุดตันรูขุมขน ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันเข้มข้น เช่น Mineral Oil หรือ Petroleum ซึ่งอาจทำให้เกิดสิวเพิ่ม เมื่อเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์เหมาะสม จะช่วยปรับสมดุลน้ำมันบนใบหน้า ลดโอกาสเกิดสิว ทำให้ผิวแข็งแรง เรียบเนียน และแต่งหน้าติดทนขึ้น
สิวอุดตันหลังใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์มักเกิดจากการเลือกสูตรที่มีส่วนผสมอุดตันรูขุมขน เช่น น้ำมันหนัก ซิลิโคน หรือเนื้อครีมเข้มข้นเกินไป ทำให้สิ่งสกปรกและน้ำมันสะสมจนเกิดสิวได้ คนที่มีแนวโน้มเป็นสิวง่ายควรเลือกสูตร Non-comedogenic (ไม่อุดตันรูขุมขน)
ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์หลังจากล้างหน้า ทาเซรั่ม หรือทาเอสเซนส์เป็นลำดับสุดท้ายของการบำรุง เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นก่อนทากันแดดหรือเมกอัปในตอนเช้า
สาเหตุหน้าเป็นขุยหลังทามอยส์เจอร์ไรเซอร์อาจเกิดจากทาขณะที่ผิวแห้งสนิท หรือใช้เนื้อครีมบางเกินไปสำหรับสภาพผิว รวมถึงอาจมีการผลัดเซลล์ผิวมากเกินไป ทำให้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ไม่ซึมเข้าสู่ผิวได้ดีพอ
ผิวผสมถึงผิวเป็นสิวง่าย
ผิวจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เนื่องจากผิวจะมีความหนามากขึ้น มันเงา เกิดสิวอักเสบเป็นจุดมากน้อยแตกต่างกันไป และบางครั้งก็ยังคงเป็นเช่นนั้นต่อเนื่องไปจนถึงวัยผู้ใหญ่อีกด้วย
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซีเบี่ยม (Sébium) เป็นผลิตภัณฑ์ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อผิวมันและเป็นสิวง่ายโดยเฉพาะ
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มซีเบี่ยม (Sébium) มีผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและดูแลผิวที่แพทย์ผิวหนังแนะนำโดยเฉพาะ ทั้งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสำหรับผิวมัน อย่างเจลล้างหน้าและไมเซล่า วอเตอร์ มอยส์เจอไรเซอร์สำหรับผิวเป็นสิวง่าย และอื่นๆ อีกมากมาย เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประจำวันให้ตัวคุณเลย!