วิธีการดูแลผิว
วิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว ปกป้องแสงแดดได้จริง
วิธีเลือกครีมกันแดด เลือกจากมาตรฐานในการใช้วัดค่าป้องกันรังสี UVA มีค่า SPF 50 หรือมากกว่านั้น ป้องกันครอบคลุม กันน้ำ เลือกจากส่วนผสมครีม หรือลักษณะเนื้อครีม
วิธีการดูแลผิว
วิธีเลือกครีมกันแดด เลือกจากมาตรฐานในการใช้วัดค่าป้องกันรังสี UVA มีค่า SPF 50 หรือมากกว่านั้น ป้องกันครอบคลุม กันน้ำ เลือกจากส่วนผสมครีม หรือลักษณะเนื้อครีม
Key Takeaway
ครีมกันแดด เป็นตัวช่วยดูแลผิวจากแสงแดด ตอบโจทย์ผิวแต่ละประเภท การเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิวจึงสำคัญ และควรเลือกจากมาตรฐานที่ใช้วัดค่าป้องกันรังสี UVA มีค่า SPF 50 หรืออาจจะมากกว่านั้น เพื่อป้องกันแสงแดดได้ดี กันน้ำ
ครีมกันแดดมีให้เลือกหลายรูปแบบ สามารถเลือกจากส่วนผสมของครีม หรือลักษณะเนื้อครีมที่มีหลากหลายรูปแบบ บทความนี้จะมาแนะนำวิธีเลือกครีมกันแดดให้เหมาะกับสภาพผิว เพื่อการปกป้องผิวจากแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในแสงแดดมีรังสี UVA ทำให้ผิวหย่อนคล้อย มีริ้วรอยหรือฝ้าก่อนวัยง่าย และ UVB ทำร้ายผิวชั้นนอก ทำให้ผิวไหม้แดด แดง แสบร้อน และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนัง การใช้ครีมกันแดดจึงเป็นทางเลือกปกป้องแสงแดด
ครีมกันแดดคือผลิตภัณฑ์ปกป้องผิวจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV การใช้งานเป็นประจำจึงสำคัญต่อสุขภาพผิว ช่วยดูดซับหรือสะท้อนรังสีเพื่อดูแลผิวทั้งชั้นนอกและชั้นลึก ลดโอกาสเกิดผิวไหม้แดด ฝ้า กระ จุดด่างดำ และสีผิวไม่สม่ำเสมอ รวมถึงทำให้ริ้วรอยจางลง ลดความเสี่ยงโรคมะเร็งผิวหนัง ครีมกันแดดจึงเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ เพราะเป็นตัวช่วยเสริมดูแลผิวจากสกินแคร์ในรูทีนประจำวัน
1.Chemical Sunscreen
ใช้กลไก “ดูดซับ” รังสี UV แล้วเปลี่ยนเป็นความร้อนเพื่อไม่ให้รังสีเข้าสู่ชั้นผิว สารเคมีหลักที่เจอเป็น Oxybenzone, Cinnamates หรือ Benzophenone มีจุดเด่นคือเนื้อสัมผัสบางเบา ซึมง่าย เหมาะสำหรับผิวธรรมดาถึงผิวมัน แต่เสื่อมสภาพเมื่อสัมผัสแดดนาน ต้องทาซ้ำทุก 2 - 3 ชั่วโมง
2.Physical Sunscreen
ทำงานด้วยกลไก “สะท้อนและกระจาย” รังสี UV ออกจากผิวหนัง มีส่วนผสมสำคัญคือ Titanium Dioxide และ Zinc Oxide ส่วนเนื้อสัมผัสจะหนาและดูดซึมยากกว่าแบบเคมี ข้อดีคือระคายผิวต่ำ เหมาะสำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย และผิวเด็ก
3.Hybrid Sunscreen เป็นกันแดดที่รวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน ใช้สารสกัดกลุ่ม Tinosorb M ที่สามารถทั้ง “ดูดซับและสะท้อน” รังสีในตัวเดียว ลดการระคายผิว ทำให้ปกป้องแสงแดดได้ดี ทาแล้วไม่ขาววอก และให้สัมผัสที่เบาสบายผิว
1.ครีมกันแดดแบบโลชั่น
เนื้อสัมผัสเข้มข้น มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำและกันเหงื่อ กันแดดไม่ไหลเยิ้มหรือทิ้งคราบขาวระหว่างวัน เนื้อครีมที่หนักกว่ารูปแบบอื่นยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี จึงเหมาะสำหรับคนที่อยู่ในสภาพอากาศแห้งและเย็น หรือคนผิวแห้ง
2.ครีมกันแดดเจล
เป็นเนื้อสัมผัสแบบ Water-based ที่มีความบางเบา ช่วยเรื่องหน้ามัน และลดโอกาสอุดตันรูขุมขน เหมาะสำหรับสภาพอากาศร้อนอบอ้าว และคนที่มีผิวมันหรือผิวผสม
3.ครีมกันแดดแบบสติ๊ก
ออกแบบมาเพื่อความคล่องตัว เหมาะสำหรับทาซ้ำระหว่างวันโดยไม่ต้องใช้มือสัมผัสเนื้อครีมตรงๆ ช่วยลดการนำเชื้อโรคสู่ผิวหน้าได้ดี เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์เรื่องความสะอาดและพกพาสะดวก
4.ครีมกันแดดแบบสเปรย์
เป็นกันแดดที่สะดวกและสัมผัสบางเบา ซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ จึงช่วยลดโอกาสเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบ เหมาะสำหรับคนผิวมัน เป็นสิวง่าย หรือต้องการความรวดเร็วเมื่อใช้งานในสภาพอากาศร้อนชื้น
5.ครีมกันแดดเนื้อน้ำ
เป็นกันแดดเนื้อบางเบา เกลี่ยง่าย ซึมไว ให้ความรู้สึกเหมือนทาเซรั่มหรือน้ำตบ ไม่เหนอะหนะ เหมาะกับสภาพอากาศร้อนและคนที่ไม่ชอบความมันบนผิว ข้อดีคือช่วยลดโอกาสอุดตัน เหมาะกับผิวมัน ผิวผสม และผิวเป็นสิวง่าย
วิธีการเลือกครีมกันแดดให้เหมาะสม ควรเริ่มจากรู้จักสภาพผิวของตัวเองก่อน เพราะแต่ละสภาพผิวมีความมัน แห้ง บอบบาง และโอกาสอุดตันต่างกัน ถ้าเลือกกันแดดไม่เหมาะกับสภาพผิวอาจทำให้ผิวระคายง่าย หรือไม่สบายผิวจนไม่อยากทาซ้ำ ส่งผลให้การปกป้องผิวจากรังสี UV ไม่มีประสิทธิภาพ
วิธีเลือกกันแดดทาหน้าให้เหมาะกับสภาพผิวสำคัญมาก เพราะผิวแต่ละประเภทตอบสนองต่อสารเคมีต่างกัน การใช้ผลิตภัณฑ์ตรงกับสภาพผิวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันแสงแดด และบรรเทาปัญหาผิว เช่น ผิวระคายง่าย การเลือกสูตรที่เข้ากับสภาพผิวจึงช่วยดูแลปราการผิวให้แข็งแรงและสุขภาพผิวให้ดี แต่ละสภาพผิวมีวิธีใช้กันแดดดังนี้
Photoderm Aquafluide SPF 50+ (Invisible) ครีมกันแดดสูตรน้ำนม ให้เนื้อสัมผัสบางเบา เกลี่ยง่าย ลดอุดตัน ใช้แล้วไม่เป็นคราบ ด้วยคุณสมบัติกรองแสงแดด ดูแลผิวจาก UVA / UVB ได้สูง นอกจากป้องกันแสงแดด ยังเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวยาวนานถึง 8 ชั่วโมง
Photoderm Aquafluide SPF50+ (Light color) ครีมกันแดดสูตรน้ำ สีเนื้อ บอกลาผิวมัน แต่ยังให้ความชุ่มชื้นได้ถึง 8 ชั่วโมง ดูแลผิวจากรังสี UVA / UVB ซึมไว ไม่เหนอะหนะ กันน้ำ กันเหงื่อ สามารถใช้เมกอัปต่อได้เลย และยังอ่อนโยนต่อผิวอีกด้วย
Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Invisible) ครีมกันแดดช่วยดูแลผิวจากแสงแดด พร้อมบรรเทาผิวจากมลภาวะในชีวิตประจำวัน ด้วยเนื้อสัมผัสบางเบา ไม่เหนียว ซึมไว ให้สัมผัสผิวแมตต์หลังทาเสร็จ นอกจากลดปัญหาผิวมันแล้ว ยังให้ความชุ่มชื้นยาวนานอีกด้วย
Photoderm XDefense Ultra-Fluid (Shade 01) ครีมกันแดดสีเนื้ออ่อน ที่ช่วยป้องกันแสงแดด ดูแลผิวจากมลภาวะต่างๆ ครอบคลุมถึงแสงที่มองไม่เห็นและคลื่นความร้อน ซึมง่าย ไม่เหนอะหนะ หรือให้ความรู้สึกหนักผิว ทั้งยังให้สัมผัสแมตต์แต่ชุ่มชื้นด้วย
Photoderm XDefense ครีมกันแดดที่เหมาะสำหรับทุกสภาพผิว สามารถดูแลผิวจากแสงแดด มลภาวะ และคลื่นความร้อนได้ มีเนื้อสัมผัสแบบ Ultra Fluid บางเบา ไม่เหนียว ไม่เป็นคราบขาว บอกลาผิวมันตรงทีโซน แต่ยังให้ความชุ่มชื้นในจุดที่ผิวแห้งอีกด้วย
Photoderm AKN Mat ครีมกันแดดสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวระคายง่าย สามารถดูแลผิวจากรังสี UVA และ UVB ด้วยเทคโนโลยี SUN ACTIVE DEFENSE ที่ป้องกันแสงแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ บอกลาหน้ามันได้ตลอดวัน และยังสามารถปรับสภาพผิวให้เรียบเนียน เนื้อเหลวใส ไม่มีสี อ่อนโยนต่อผิว
ในการทาครีมกันแดดที่ถูกวิธี นอกจากเลือกให้เหมาะกับสภาพผิวแล้ว ยังมีวิธีเลือกครีมกันแดดให้ได้ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด ไม่รู้สึกระคายผิว
วิธีเลือกกันแดดที่มีคุณสมบัติกันน้ำ จะช่วยให้การดูแลผิวคงประสิทธิภาพได้นาน แม้ต้องเผชิญกับน้ำหรือเหงื่อ ป้องกันปัญหาเนื้อครีมหลุดลอกหรือไหลเยิ้มระหว่างวัน
Waterproof กันน้ำสูงเป็นพิเศษ ปกป้องได้ยาวนานถึง 80 นาที
ค่า SPF เป็นมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุประสิทธิภาพในการป้องกันรังสี UVB ตัวเลขแสดงถึงจำนวนเท่าที่ผิวสามารถทนต่อแสงแดดได้นานขึ้นเมื่อเทียบกับผิวที่ไม่ทาครีมกันแดด
ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยวัดค่าการป้องกันรังสี UVA ที่เป็นมาตรฐานสากลหนึ่งเดียว แต่ผู้บริโภคสามารถพิจารณาได้จาก 2 มาตรฐานหลักที่นิยมใช้ทั่วโลก โดยมีวิธีใช้กันแดดที่ถูกต้อง ดังนี้
(Protection Grade of UVA) ใช้สัญลักษณ์เครื่องหมายบวก (+) เพื่อระบุระดับการป้องกัน ดังนี้
สำหรับสภาพแสงแดดในประเทศไทย ควรเลือกใช้ค่า PA+++ หรือ PA++++ เพื่อการปกป้องที่ครอบคลุม
ค่า SPF คือค่าที่บอกความสามารถของครีมกันแดดในการปกป้องผิวจากรังสี UVB ตัวการหลักที่ทำให้ผิวไหม้ แดง แสบ ลอก และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งผิวหนัง ตัวเลขยิ่งสูงยิ่งช่วยลดปริมาณรังสี UVB ที่ทะลุสู่ผิว ส่วนค่า PA ใช้บอกระดับการปกป้องผิวจากรังสี UVA ซึมลึก ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ จุดด่างดำ ริ้วรอยก่อนวัย และเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังได้ แสดงเป็นเครื่องหมายบวก
สำหรับการเลือกค่า SPF และ PA ให้เหมาะกับชีวิตประจำวัน ถ้าใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในอาคาร ออกแดดช่วงสั้นๆ แนะนำอย่างน้อย SPF 30 คู่กับ PA++ หรือ PA+++ แต่ถ้าต้องออกกลางแจ้งบ่อยหรือเจอแดดแรง เช่น เดินกลางแดดระหว่างวัน ทำกิจกรรมกลางแจ้ง หรือไปทะเล ควรเลือก SPF 30 - 50 หรือ 50+ ร่วมกับ PA+++ ถึง PA++++
ผิวแพ้ง่ายต้องใส่ใจ “ส่วนผสม” มากเป็นพิเศษ เพราะเกราะป้องกันผิวอ่อนแอและตอบสนองต่อสารเคมีรุนแรงง่าย ทำให้เกิดผื่นแดง ระคาย หรือสิวเห่อได้แม้ใช้ผลิตภัณฑ์แค่ไม่กี่ครั้ง ถ้าเลือกกันแดดที่มีสารระคายผิวสูงหรือฟิลเตอร์กันแดดบางชนิด ผิวอาจอักเสบเรื้อรังและมีโอกาสเกิดปัญหาผิวอื่นๆ เช่น ฝ้า รอยแดง และผิวแห้งลอกได้ จึงควรอ่านฉลากและดูชื่อส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยงไว้ล่วงหน้า
วิธีเลือกครีมกันแดดสำหรับคนเป็นสิว หรือผิวแพ้ง่าย ควรสังเกตสารเหล่านี้ก่อนเลือกใช้
1.ทาครีมกันแดดทุกวันแม้ไม่ได้ออกแดดจัด เพราะรังสี UV ทะลุอาคารได้ และเป็นสาเหตุของผิวไหม้ คล้ำเสีย ฝ้า กระ และริ้วรอยระยะยาว
2.เลือกกันแดดที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA / UVB มีค่า SPF อย่างน้อย 30 และค่า PA++ ขึ้นไป ให้เหมาะกับกิจกรรมและระยะเวลาที่ต้องเผชิญแดดในแต่ละวัน
3.ทากันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ก่อนแต่งหน้า ทาบนผิวที่แห้งสนิทและสะอาด เพื่อให้ฟิล์มกันแดดเคลือบผิวได้เต็มที่ ไม่ถูกเจือจางด้วยผลิตภัณฑ์อื่น
4.ใช้ปริมาณให้พอ ใบหน้าและลำคอประมาณ 2 ข้อนิ้ว และทาผิวกายให้ทั่ว โดยเฉพาะบริเวณแขนและขา ถ้าทาน้อยเกินไปประสิทธิภาพการป้องกันจะต่ำกว่าที่ระบุบนฉลาก
5.ทาครีมกันแดดให้ทั่วทุกบริเวณที่ไม่ถูกเสื้อผ้าปกปิด รวมถึงใบหู หลังคอ หลังมือ และหลังเท้า หลายคนละเลย แต่บริเวณนี้กลับโดนแดดบ่อยครั้ง
6.ทาก่อนออกแดดประมาณ 15 - 30 นาที เพื่อให้ฟิล์มกันแดดเซตตัวบนผิว และเริ่มปกป้องได้เต็มประสิทธิภาพก่อนเจอแดดจริง
7.ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้ง หรือทาทันทีหลังว่ายน้ำ เหงื่อออกมาก หรือเช็ดตัว เพื่อคงระดับการปกป้องให้ใกล้เคียงกับค่า SPF / PA ที่ระบุบนฉลาก
8.แยกใช้กันแดดหน้าและตัวให้เหมาะสม
วิธีเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพ ควรเริ่มต้นจากการเข้าใจว่า UVA ทำลายผิวชั้นลึกจนเกิดริ้วรอย ส่วน UVB ทำให้ผิวไหม้แดด การป้องกันที่ดีคือการเลือกสูตรที่มีค่า SPF 50+ และ PA++++ เพื่อการปกป้องที่ครอบคลุม ต้องเลือกเนื้อสัมผัสให้เหมาะกับสภาพผิว เช่น เนื้อเจลหรือสเปรย์ สำหรับผิวมันเพื่อลดอุดตัน และเนื้อโลชั่นหรือน้ำนม สำหรับผิวแห้งเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
นอกจากนี้ ควรพิจารณาประเภทกันแดดตามกิจกรรม ถ้าเน้นความอ่อนโยนสำหรับผิวระคายง่าย ควรใช้แบบ Physical แต่ถ้าต้องการความบางเบาซึมไวควรเลือกแบบ Chemical หรือ Hybrid ที่รวมข้อดีของทั้งสองแบบเข้าด้วยกัน สิ่งสำคัญคือต้องหลีกเลี่ยงสารระคายอย่างแอลกอฮอล์และพาราเบน พร้อมทั้งทาในปริมาณ 2 ข้อนิ้ว และทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมงเมื่อออกแดดจัด เพื่อรักษาปราการผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดี
ควรทาครีมกันแดด “หลัง” ครีมบำรุง เป็นขั้นตอนสุดท้ายของสกินแคร์ตอนเช้าก่อนเริ่มแต่งหน้า
แสงจากมือถือสามารถทำให้หน้าดูหมองคล้ำและรอยดําเข้มขึ้นได้ เพราะจอมือถือปล่อย “แสงสีฟ้า” (Blue light / HEVIS light) ซึ่งเป็นแสงพลังงานสูงที่อยู่ในช่วงแสงที่มองเห็นได้ และมีคุณสมบัติคล้ายรังสี UVA คือทะลุลงไปได้ลึกถึงชั้นผิว
SPF 50+ ตามทฤษฎีสามารถดูแลผิวจากรังสี UVB ได้นานประมาณ 8 ชั่วโมงขึ้นไป แต่ในชีวิตจริงไม่ควรคิดว่าทาทีเดียวอยู่ทั้งวัน และต้องทาซ้ำทุก 2 - 3 ชั่วโมงเมื่อออกแดด เหงื่อออก หรือโดนน้ำ
ครีมกันแดด SPF 30 กับ SPF 50 ปกป้องได้ดีทั้งคู่ แต่ต่างกันที่เปอร์เซ็นต์การป้องกันรังสี UVB และความเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ใช้ อย่าง SPF 30 สามารถใช้ในอาคารโดยทาซ้ำได้ ส่วน SPF 50 เหมาะสำหรับใครที่ต้องอยู่กลางแจ้งนานๆ
SPF 50 กับ SPF 50+ ให้ระดับการปกป้อง “ใกล้เคียงกันมาก” ต่างกันหลักๆ แค่การแสดงผลบนฉลาก ไม่ได้ต่างกันแบบรู้สึกได้ชัดในชีวิตประจำวัน
ควรทากันแดดแม้จะอยู่บ้านทั้งวัน เพราะผิวยังโดนรังสีและแสงหลายชนิดที่ทำให้ผิวคล้ำเสียและแก่เร็วได้ แสง UVA สามารถทะลุผ่านกระจกหน้าต่างและประตูกระจกเข้ามาในบ้าน ทำให้ผิวหมองคล้ำ เกิดฝ้า กระ และริ้วรอยได้ แม้จะไม่รู้สึกแสบไหม้เหมือนแดดจัดก็ตาม
ครีมกันแดดที่เขียนว่า SPF 50 PA++ หมายความว่า เป็นกันแดดที่ปกป้องผิวจากรังสี UVB ได้ประมาณ 50 เท่าของผิวที่ไม่ทา กัน UVB ได้ราว 98% เมื่อทาในปริมาณที่ถูกต้อง และมีค่า PA++ ซึ่งบอกว่าป้องกันรังสี UVA ได้ในระดับ “ปานกลาง”
กันแดดไม่ได้ทำให้ผิวขาวขึ้นโดยตรง เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้มีสารไวท์เทนนิ่งที่ไปลดเม็ดสีผิว แต่ช่วยรักษาโทนผิวเดิมไม่ให้คล้ำเสียเพิ่ม และทำให้ผิวค่อยๆ ดูใสขึ้นเมื่อไม่โดนแดดทำร้ายซ้ำไปเรื่อยๆ
ไม่ทากันแดดแค่ 1 วัน ผิวจะไม่มีปัญหาในทันที แต่โดนรังสี UV ทำร้ายไปแล้ว และถ้าลืมบ่อยๆ จะสะสมเป็นปัญหาระยะยาวได้
ควรทากันแดดเมื่อต้องนั่งหน้าคอมเป็นเวลานาน เพราะแสงจากหน้าจอและแสงที่ลอดผ่านหน้าต่างยังสามารถทำให้ผิวหมองคล้ำและรอยดำเข้มขึ้นได้ แม้จะไม่ได้ออกไปตากแดดกลางแจ้งก็ตาม