เซราไมด์คืออะไร? มีประโยชน์อย่างไรต่อผิว เลือกใช้อย่างไรให้เหมาะสม
Ceramide คือไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิว เป็นปราการปกป้องผิว ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากมลภาวะ ป้องกันสารระคาย และเสริมให้ผิวแข็งแรงยืดหยุ่น
Ceramide คือไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิว เป็นปราการปกป้องผิว ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากมลภาวะ ป้องกันสารระคาย และเสริมให้ผิวแข็งแรงยืดหยุ่น
Key Takeaway
เคยไหม? ใช้สกินแคร์อะไรก็ระคายผิวง่าย Ceramide เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เพราะ Ceramide คือไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิว เป็นปราการปกป้องผิว กักเก็บความชุ่มชื้น ปกป้องผิวจากมลภาวะที่ต้องเจอในทุกๆ วัน ป้องกันสารระคาย และยังเสริมให้ผิวแข็งแรงอีกด้วย แต่ถ้า Ceramide ลดลงก็อาจทำให้ผิวแพ้ ระคายง่าย
บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักว่าเซราไมด์คืออะไร? ประโยชน์มีอะไรบ้าง และเลือกให้เหมาะกับผิวของเรา
เซราไมด์ (Ceramide) คือไขมันชนิดหนึ่งที่เรียกว่าลิปิด (Lipid) เป็นส่วนประกอบสำคัญตามธรรมชาติในชั้นผิวของมนุษย์ เซราไมด์จะช่วยกักเก็บความชุ่มชื้น ช่วยสร้างเกราะป้องกันผิวที่แข็งแรง และดูแลผิวจากมลภาวะภายนอก เซราไมด์จะอยู่ในชั้นหนังกำพร้า ชั้นนอกสุดที่เป็นเกราะป้องกันให้ผิว เมื่อขาดเซราไมด์ ก็มีโอกาสเกิดผิวแพ้ ระคายง่าย
ถ้าถามว่า เซราไมด์คืออะไรในการรักษาสิว? เซราไมด์เป็นตัวเสริมชั้นผิว ลดโอกาสผิวสูญเสียน้ำและระคาย ทำให้ผิวผลิตน้ำมันน้อยลง ช่วยให้หน้าใสไกลสิว และหากใช้ร่วมกับ Benzoyl Peroxide หรือ Salicylic Acid เซราไมด์จะช่วยบรรเทาให้เกิดผลข้างเคียงน้อยลง
ใช้เซราไมด์หลังทาเซรั่ม หรือ Active Ingredients ทับบางๆ เช้า - เย็น หลังล้างหน้า เพื่อล็อกความชุ่มชื้น ใช้ต่อเนื่อง 2 - 4 สัปดาห์จะรู้สึกได้ว่าผิวระคายน้อยลง
ทั้ง Ceramide กับ Niacinamide ต่างเป็นส่วนผสมที่เจอบ่อยในสกินแคร์ แม้การทำงานต่างกัน แต่กลับเสริมกันได้มีประสิทธิภาพ Ceramide เป็นไขมันตามธรรมชาติที่ดูแลปราการผิว ประโยชน์ของเซราไมด์เน้นบรรเทาผิวที่ระคายจากมลภาวะ เหมาะกับผิวขาดน้ำ ส่วน Niacinamide เป็นวิตามินที่กระตุ้นกระบวนการฟื้นบำรุงปราการผิว สร้าง Ceramide ลดโอกาสเกิดจุดด่างดำ เหมาะสำหรับผิวที่มีปัญหาสิว รอยแดง และรูขุมขนกว้าง
แล้ว Ceramide ช่วยอะไร ถ้าใช้กับ Niacinamide? ใช้คู่กันได้ไหม คำตอบคือสามารถใช้คู่กันได้ เพราะ Niacinamide ช่วยกระตุ้นการสร้างเซราไมด์ตามธรรมชาติ ทำให้ปราการผิวแข็งแรงขึ้น โดยทา Niacinamide ก่อนแล้วตามด้วย Ceramide ในรูทีนการดูแลผิว
เซราไมด์สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว ไม่มีสิ่งต้องห้ามชัดเจน แต่ควรระวังเมื่อใช้ร่วมกับสารบางชนิด
Atoderm Huile de Douche ออยล์อาบน้ำ เติมความชุ่มชื้นให้ผิวเนียนนุ่มตลอดวัน รู้สึกสบายผิวหลังอาบน้ำ ดูแลผิวด้วยสูตรที่มี Biolipids จากพืช ลดการสะสมของแบคทีเรีย ที่ก่อให้เกิดการระคายผิว ลดโอกาสเกิดผิวแห้งถึงแห้งมากจนเกิดขุย สามารถใช้ได้ทั้งผิวกายและใบหน้า
Atoderm CREME ULTRA ครีมบำรุงผิว สำหรับผิวธรรมดาและผิวแห้ง ที่มาพร้อมเทคโนโลยี Skin Protect Complex และ Omega Oil ที่ช่วยฟื้นบำรุงปราการผิวให้แข็งแรง ดูสุขภาพดี ลดการระคายได้ ใช้ได้ทุกวัน ไม่เหนอะหนะ บำรุงได้ทั้งผิวหน้าและผิวกาย
Atoderm Intensive baume ครีมบำรุงผิวเข้มข้น บำรุงเข้มข้นให้ผิวแข็งแรงขึ้น รู้สึกสบายผิวด้วย Lipigenium™ complex ฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิว ลดการสะสมของแบคทีเรีย ที่ทำให้ผิวระคาย ใช้ได้
เซราไมด์สามารถใช้ได้ทั้งเช้าและก่อนนอนทุกวัน เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นและฟื้นบำรุงปราการผิว
1.ล้างหน้า ใช้คลีนเซอร์สูตรอ่อนโยน แล้วเช็ดหน้าให้หมาดๆ
2.ทาเซรั่ม (ถ้ามี) แล้วรอ 1 - 2 นาทีให้ซึม
3.ทาเซราไมด์เท่าเม็ดถั่วเขียวบางๆ ทั่วหน้าหรือลำคอ ตอนผิวยังชุ่มชื้น
4.ตอนเช้า ขั้นตอนสุดท้ายให้ทาครีมกันแดดด้วย
5.ตอนเย็น ขั้นตอนสุดท้ายทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่มีเนื้อหนัก (ถ้าต้องการ)
หลายคนที่สงสัยว่าเซราไมด์คืออะไร ได้เห็นกันไปแล้วว่า เซราไมด์เป็นไขมันตามธรรมชาติในผิวชั้นนอกสุด ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันผิวและกักเก็บความชุ่มชื้น ช่วยให้ผิวนุ่ม อิ่มน้ำ ดูแลผิวจากมลภาวะ และระคายผิวน้อยลง รวมถึงทำให้หน้าใสไกลสิว เหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาผิวแห้ง ขาดน้ำ ผิวแพ้ระคายง่าย มีริ้วรอยตามวัย และสามารถใช้คู่กับ Niacinamide เพื่อเสริมปราการผิวให้แข็งแรงขึ้นได้
ควรใช้เป็นประจำเช้า - เย็น ในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกสูตรที่ไม่มีสารก่อระคายอย่างแอลกอฮอล์ น้ำหอม และพาราเบน เพื่อประสิทธิภาพการดูแลผิวที่ดี
เซราไมด์เป็นไขมันตามธรรมชาติในชั้นผิว ล็อกความชุ่มชื้นให้ผิว ลดโอกาสสูญเสียน้ำในผิว ส่วนมอยส์เจอร์ไรเซอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่อาจมีเซราไมด์หรือส่วนผสมอื่นๆ ให้ความชุ่มชื้นชั่วคราว โดยการดึงน้ำหรือเคลือบผิว
เซราไมด์สามารถใช้คู่กับสารบำรุงส่วนใหญ่ได้ ทั้ง Niacinamide, Hyaluronic Acid, Retinol, Vitamin C และกันแดด เพราะช่วยเสริมปราการผิว ลดการระคาย
โดยปกติ เซราไมด์จะไม่ก่อให้เกิดการอุดตัน เพราะเป็นไขมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติในชั้นผิวของมนุษย์อยู่แล้ว หน้าที่หลักคือฟื้นบำรุงปราการผิว ช่วยให้ผิวมันน้อยลง
เซราไมด์หลัก 5 ชนิดที่พบในผิวมนุษย์และสกินแคร์
เซราไมด์สามารถใช้ได้ทุกวัน เช้าและเย็น เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ฟื้นบำรุงปราการผิวอย่างต่อเนื่อง รู้สึกผิวระคายน้อยลง
Ceramide NG หรือ Ceramide 2/NS ช่วยคงความชุ่มชื้น ปรับโครงสร้างปราการผิวให้แข็งแรง
ได้ ใช้คู่กันได้ดีด้วย การใช้ Vitamin C หลังเซราไมด์ช่วยลดการระคาย โดยเซราไมด์ล็อกความชุ่มชื้น ทำให้ได้ผิวที่แข็งแรง ดูสุขภาพดี
Niacinamide 20% ลดโอกาสเกิดสิว ริ้วรอยดูลดลง กระชับรูขุมขน บอกลาผิวมัน เหมาะกับผิวเป็นสิวหรือผิวมัน แต่ลองก่อน เพราะอาจก่อให้เกิดการระคายได้ สำหรับคนที่มีผิวแพ้ ระคายง่าย
สามารถใช้ Ceramide กับ Retinol ได้ เพราะ Ceramide จะช่วยลดโอกาสเกิดผลข้างเคียงจาก Retinol โดยทา Retinol ก่อน จากนั้นรอ 5 - 10 นาที แล้วตามด้วย Ceramide
เซราไมด์ใส่อยู่ที่ประมาณ 0.1 - 3% ในสกินแคร์ พอให้ประสิทธิภาพดีได้โดยไม่รู้สึกหนักผิวหรืออุดตัน