Key Takeaway

  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ออกแบบมาเพื่อเติมน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่ในชั้นผิว พร้อมเสริมสร้างเกราะป้องกันผิว (Skin Barrier) ให้แข็งแรง ลดโอกาสเกิดปัญหาผิวแห้งลอกและระคายผิว
  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้น ลดการสูญเสียน้ำ ปรับสมดุลการผลิตน้ำมันเพื่อลดโอกาสเกิดสิว ปกป้องผิวจากมลภาวะ รวมถึงรักษาสมดุลจุลินทรีย์และอุดรอยรั่วระหว่างเซลล์ผิวให้เนียนนุ่ม
  • มอยส์เจอร์ไรเซอร์มีหลายเนื้อสัมผัสตามสภาพผิว ได้แก่ เจลบางเบาสำหรับผิวมัน โลชันซึมไวสำหรับผิวผสม ครีมเข้มข้นสำหรับผิวแห้ง และเนื้อบาล์มหรือออยล์ที่ช่วยเคลือบปิดผิวสำหรับผิวที่แห้งลอกรุนแรง
  • เวลาที่ดีที่สุดในการทามอยเจอร์ไรเซอร์คือหลังล้างหน้า หรืออาบน้ำเสร็จภายใน 3 นาที ขณะผิวยังหมาด เพื่อให้ส่วนผสมล็อกความชุ่มชื้นได้ดีที่สุด โดยควรทาเป็นประจำทั้งเช้าและก่อนนอน

 

หากเราอยากเริ่มต้นดูแลผิว หนึ่งในสิ่งที่หลายคนมักให้ความสำคัญคือความชุ่มชื้นของผิว แต่การจะเลือกสกินแคร์อย่างมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้เหมาะกับผิวก็เป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เพื่อให้ได้ผิวแข็งแรง รักษาสมดุลให้กับผิว แต่เราจะเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้ตอบโจทย์สภาพผิวของเรา ส่วนผสมใดที่ควรเลือกใช้ บทความนี้มีคำตอบ!

มอยส์เจอร์ไรเซอร์คืออะไร

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ (Moisturizer) คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ช่วยเติมและกักเก็บความชุ่มชื้น พร้อมเสริมสร้างปราการผิวให้แข็งแรง จึงช่วยบรรเทาปัญหาระคายผิว นอกจากนี้ ยังช่วยปรับสมดุลการผลิตน้ำมันบนใบหน้าให้อยู่ในระดับพอดี ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดสิว

 

มอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

สำหรับคำถามที่ว่า มอยส์เจอร์ไรเซอร์ช่วยเรื่องอะไรนั้น หน้าที่หลักคือการรักษาสมดุลและปกป้องปราการผิว โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • เติม กักเก็บ และลดการระเหยของน้ำ ให้ผิวชุ่มชื้นอิ่มน้ำ ป้องกันภาวะผิวขาดน้ำ
  • เสริมสร้างปราการผิวให้แข็งแรง ปกป้องผิวจากมลภาวะและสภาพอากาศ
  • ปรับสมดุลน้ำมันบนใบหน้า ช่วยลดโอกาสเกิดสิว
  • บรรเทาปัญหาผิวแห้ง ลอก เกิดรอยเกา
  • รักษาสมดุลของจุลินทรีย์บนผิว (Skin Microbiome) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่ช่วยลดการระคายผิว
  • ทำหน้าที่อุดรอยรั่วระหว่างเซลล์ผิวชั้นนอก (Emollient Effect) ป้องกันไม่ให้สารก่อภูมิแพ้หรือมลภาวะแทรกซึมเข้าสู่ผิว

มอยส์เจอร์ไรเซอร์มีกี่ประเภท

หลายคนมักเข้าใจผิดว่า การทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ต้องเป็นรูปแบบครีมเนื้อหนักเท่านั้น แต่ความจริงแล้วมีหลายประเภทและหลายเนื้อสัมผัส เพื่อให้ตอบโจทย์สภาพผิวที่แตกต่างกัน โดยมีเนื้อสัมผัสดังนี้

 

เจล (Gel)

เนื้อสัมผัสบางเบาที่สุด มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ซึมซาบเข้าสู่ผิวได้อย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งความมันเหนอะหนะ เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวมัน ผิวผสม หรือผิวเป็นสิว โดยเจลมักมีส่วนผสมกลุ่ม Humectant เช่น Hyaluronic Acid, Glycerin ที่ทำหน้าที่ดึงดูดน้ำเข้าสู่ผิวโดยลดโอกาสอุดตันในรูขุมขน 

 

โลชัน (Lotion)

มีส่วนผสมของน้ำมากกว่าน้ำมัน เนื้อสัมผัสเหลว เกลี่ยง่าย และซึมไว เหมาะกับผิวผสม ผิวธรรมดา หรือผู้ที่ผิวแห้งเล็กน้อย การทามอยส์เจอร์ไรเซอร์รูปแบบโลชันเหมาะสำหรับใช้บำรุงผิวในช่วงเช้าหรือในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย เพราะระเหยได้ดีและทำให้รู้สึกเบาสบายผิว 

 

ครีม (Cream)

เนื้อสัมผัสเข้มข้น มีสัดส่วนของน้ำมันมากกว่าน้ำ ช่วยเคลือบผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ยาวนาน เหมาะสำหรับผิวแห้ง ผิวขาดน้ำ หรือผิวที่ต้องการฟื้นบำรุงเป็นพิเศษ เนื้อครีมจะทำงานร่วมกับไขมันบนผิวชั้นนอก เพื่อลดอัตราการสูญเสียน้ำออกจากผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าเนื้อเจลและโลชัน

 

บาล์ม / ออยล์ (Balm / Oil)

เนื้อสัมผัสเข้มข้นที่สุด มีสัดส่วนของน้ำมัน ขี้ผึ้ง หรือแว็กซ์เป็นหลัก เคลือบผิวได้ดี เหมาะสำหรับผิวแห้งมาก ผิวลอกเป็นขุย หรือผิวที่มีภาวะอักเสบเรื้อรัง สารกลุ่มนี้ทำงานแบบ Occlusive โดยสร้างฟิล์มเคลือบผิวเพื่อบล็อกไม่ให้น้ำระเหยออก เหมาะสำหรับฟื้นบำรุงผิวที่อ่อนแอหนักหรือใช้ในสภาพอากาศแห้งและเย็นจัด

เลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์อย่างไรให้เหมาะกับผิว

ผิวแห้ง

  • เป็นผิวที่ขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว ทำให้ผิวแห้งลอกเป็นขุย จึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นในผิว ทำให้ผิวคงความชุ่มชื้นได้ยาวนานขึ้น
  • เนื้อสัมผัสที่เหมาะกับผิวแห้งคือเนื้อครีม (Cream) หรือบาล์ม (Balm) ที่มีความเข้มข้นสูง เพราะมีสัดส่วนของน้ำมันที่ช่วยเคลือบเกราะป้องกันผิวได้ดี
  • มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวแห้งควรเน้นส่วนผสมที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว เช่น เซราไมด์ (Ceramides) หรือเชียบัตเตอร์ (Shea Butter)

 

ผิวมัน - เป็นสิว

  • ควรเลือกสูตรที่เติมน้ำให้ผิวโดยไม่ทำให้หน้ามันเกินไป หรืออาจเกิดจากความมันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เนื้อสัมผัสที่เหมาะคือเนื้อเจล (Gel) หรือโลชันสูตรน้ำ (Water-based) ที่ซึมซาบไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ 
  • สังเกตฉลากที่ระบุว่า Non-comedogenic และ Oil-free เพื่อให้มั่นใจว่ามอยส์เจอร์ไรเซอร์จะช่วยลดโอกาสอุดตันในรูขุมขน

Sébium Sensitive ครีมบำรุงผิวสำหรับผิวมัน ผิวเป็นสิวง่าย ช่วยปลอบประโลม ลดโอกาสเกิดสิว ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน พร้อมมอบความชุ่มชื้นให้กับผิวยาวนาน 12 ชั่วโมง โดยไม่ทำให้รู้สึกระคายผิว ผิวแข็งแรงขึ้น ช่วยลดโอกาสเกิดสิวซ้ำ ใน 89% ของผู้ใช้รู้สึกสบายผิวหลังใช้งาน และรู้สึกว่าผิวดูอ่อนนุ่มขึ้น 78%

 

ผิวผสม

  • ควรเลือกสูตรที่ช่วยรักษาสมดุลความชุ่มชื้นและช่วยเรื่องหน้ามันส่วนเกินได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • เนื้อสัมผัสที่แนะนำคือเจลครีม (Gel-cream) ที่ให้ความชุ่มชื้นพอดีโดยไม่ทำให้บริเวณทีโซนมันเยิ้ม
  • สามารถใช้เทคนิคทามอยส์เจอร์ไรเซอร์แบบมัลติ (Multi-moisturizing) โดยใช้เนื้อเจลทาทั่วหน้า และแต้มเนื้อครีมทับเฉพาะกรอบหน้าที่แห้งขุย

Sébium Pore refiner มอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวผสม ที่ช่วยเบลอรูขุมขน ช่วยเรื่องหน้ามัน ให้ผิวแมตต์ดูเนียน ชุ่มชื้นยาวนาน 8 ชั่วโมง ลดโอกาสเกิดรูขุมขนให้แลดูจางลง และปัญหาผิวดูไม่เรียบเนียน ลดอุดตัน สามารถใช้ร่วมกับเมกอัปได้โดยไม่รบกวนผิว 

 

ผิวแพ้ ระคายง่าย

  • ควรเลือกใช้ทั้งเนื้อครีมและเนื้อเจล ตามความต้องการของผิว แต่ต้องหลีกเลี่ยงสารระคายผิว
  • ต้องปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์ พาราเบน และสีสังเคราะห์ เพื่อป้องกันการระคายผิว
  • มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวแพ้ง่ายควรเน้นส่วนผสมปลอบประโลมผิว เช่น สารสกัดจากใบบัวบก (Centella Asiatica) หรือว่านหางจระเข้

Sensibio Defensive ครีมฟื้นบำรุงผิวเนื้อเบา ซึมไว ไม่ทำให้รู้สึกหนักผิว ช่วยเสริมและปลอบประโลมผิวให้แข็งแรง พร้อมปกป้องผิวจากมลภาวะและสิ่งกระตุ้นให้ผิวดูแข็งแรง สบายผิวถึง 97% เติมความชุ่มชื้นยาวนานตลอด 12 ชั่วโมง ลดความรู้สึกไม่สบายผิวลง 73% ใน 3 นาที ให้ผิวดูนุ่ม ยืดหยุ่นในทุกวัน

 

ผิวขาดน้ำ

  • ผิวมันขาดน้ำควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำให้ผิวแข็งแรงขึ้น
  • เนื้อสัมผัสควรเป็นเจลใสหรือเซรั่มที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิวอย่างรวดเร็ว
  • มอยเจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวขาดน้ำควรเน้นส่วนผสมกลุ่มไฮยาลูรอนิกแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือกลีเซอรีน (Glycerin) เพื่อล็อกความชุ่มชื้นโดยไม่เพิ่มความมัน

 

ผิวแห้ง vs ผิวขาดน้ำ ต่างกันอย่างไร

หากมองเผินๆ ผิวแห้งและผิวขาดน้ำอาจดูคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้ว ผิวแห้งและผิวขาดน้ำมีความแตกต่างกัน ดังนี้

  • ผิวแห้ง (Dry Skin) เป็นผิวที่เกิดจากการที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาน้อยเกินไป ทำให้เกราะป้องกันผิวขาดไขมันหล่อเลี้ยง ผิวจะมีลักษณะสาก หยาบกร้าน ลอกเป็นขุย และมีโอกาสเกิดริ้วรอยได้ง่าย
  • ผิวขาดน้ำ (Dehydrated Skin) ผิวขาดน้ำคืออะไร? โดยเป็นสภาวะผิวชั่วคราวที่เกิดได้กับทุกสภาพผิว เกิดจากการที่ชั้นผิวสูญเสียน้ำจากปัจจัยแวดล้อม เช่น อากาศ พักผ่อนน้อย หรือการใช้ยาสิว ผิวจะดูหมองคล้ำ ดูไม่สดใส และร่างกายอาจผลิตน้ำมันออกมามากผิดปกติเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป

 

ส่วนผสมในมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีอะไรบ้าง

  • Humectant ทำหน้าที่เหมือนฟองน้ำดูดซับความชื้นจากอากาศและจากชั้นผิวด้านในขึ้นมาสู่ผิวชั้นนอก ช่วยให้ผิวดูชุ่มชื้น ตัวอย่างส่วนผสม ได้แก่ Hyaluronic Acid, Glycerin, Urea และ Aloe Vera
  • Emollient ทำหน้าที่แทรกซึมเข้าไปอุดช่องโหว่ระหว่างเซลล์ผิวที่แห้งแตกและลอกเป็นขุย ช่วยให้ผิวสัมผัสเนียนนุ่ม ลดความหยาบกร้าน ตัวอย่างส่วนผสม ได้แก่ Ceramide, Squalane, Fatty acids และ Jojoba Oil
  • Occlusive ทำหน้าที่สร้างฟิล์มเคลือบปิดชั้นบนสุดของผิวหนัง เพื่อบล็อกไม่ให้ความชุ่มชื้นระเหยออกไป เหมาะสำหรับผิวที่แห้งมาก ตัวอย่างส่วนผสม ได้แก่ Petrolatum, Shea Butter, Beeswax และ Mineral Oil

ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ตอนไหนดี

ช่วงเวลาที่ควรใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่สุดคือทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ขณะที่ผิวยังมีความชื้นหมาดๆ เช่น หลังอาบน้ำหรือล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ ภายใน 3 นาที เพราะน้ำบนผิวจะช่วยให้ส่วนผสมซึมซาบและกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น 

นอกจากนี้ ควรใช้เป็นประจำทั้งเช้าและเย็น โดยตอนเช้าให้ทาก่อนลงครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดดและมลภาวะ ส่วนในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นช่วงที่ผิวมีการสูญเสียน้ำออกมากกว่าช่วงเวลาอื่น การทามอยส์เจอร์ไรเซอร์จะช่วยเร่งกระบวนการซ่อมแซมเซลล์ผิวและฟื้นบำรุง Skin Barrier ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขณะนอนหลับ

Sébium Sensitive

ครีมบำรุงสำหรับผิวเป็นสิวง่าย ปลอบประโลม คืนความชุ่มชื้น ลดโอกาสเกิดสิว

ผิวเป็นสิวง่าย ผิวเป็นสิวง่าย

Sensibio Defensive

ครีมฟื้นบำรุงเนื้อเบา-ซึมไว ไม่อุดตัน ปลอบประโลมผิว มีสารที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ต้านทานมลภาวะและสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ผิวแพ้ง่าย

ผิวแพ้ ระคายง่าย

สรุป

มอยส์เจอร์ไรเซอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงที่ทำหน้าที่เติมและกักเก็บความชุ่มชื้น พร้อมเสริมปราการผิวให้แข็งแรง ช่วยลดปัญหาผิวแห้งลอก ลดโอกาสเกิดสิว และปกป้องผิวจากมลภาวะ โดยมอยส์เจอร์ไรเซอร์มีหลายรูปแบบตั้งแต่เนื้อเจล โลชัน ครีม ไปจนถึงบาล์ม ซึ่งควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิว 

ภายในทำงานผ่านสารสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ Humectant ช่วยดึงดูดน้ำ Emollient เติมเต็มร่องผิวให้เรียบเนียน และ Occlusive เคลือบผิวป้องกันน้ำระเหย ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์คือภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้าหรืออาบน้ำขณะผิวยังหมาด โดยควรทาเป็นประจำทั้งเช้าและเย็นเพื่อล็อกความชุ่มชื้นและฟื้นบำรุงเซลล์ผิวอย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับมอยส์เจอร์ไรเซอร์ (FAQ)

มอยส์เจอร์ไรเซอร์กับครีมกันแดด ทาอะไรก่อน?

ต้องทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนเสมอ ควรลงผลิตภัณฑ์บำรุงเพื่อล็อกความชุ่มชื้นให้เสร็จก่อน จากนั้นรอให้เนื้อผลิตภัณฑ์ซึมลงผิวสักพัก แล้วจึงทาครีมกันแดดเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการบำรุงช่วงเช้า เพื่อให้ครีมกันแดดทำหน้าที่สร้างชั้นฟิล์มเคลือบปกป้องผิวจากรังสี UV ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

 

สามารถทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ซ้ำระหว่างวันได้ไหม?

สามารถทำได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวแห้งตึง ผิวลอก หรือต้องทำงานในห้องแอร์เป็นเวลานาน หากไม่ได้แต่งหน้าสามารถทาทับบริเวณที่แห้งได้ทันที แต่สำหรับผู้ที่แต่งหน้า ควรซับความมันและเหงื่อออกก่อน แล้วเลือกใช้เนื้อเจลบางเบา แตะเบาๆ บริเวณที่ผิวแห้ง หรือเปลี่ยนไปใช้รูปแบบสเปรย์น้ำแร่ที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อไม่ให้เมกอัปเป็นคราบ

 

ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์แล้วหน้ามัน เกิดจากอะไร?

มักเกิดจากการเลือกเนื้อสัมผัสที่ไม่เหมาะกับสภาพผิว เช่น ผู้ที่มีผิวมันหรือผิวผสมแต่เลือกใช้เนื้อครีมหรือเนื้อบาล์มที่มีส่วนผสมของน้ำมันสูง รวมถึงการทาในปริมาณที่มากเกินไปจนผิวไม่สามารถดูดซึมได้หมด วิธีแก้ไขคือลดปริมาณการทาลง หรือเปลี่ยนไปใช้เนื้อเจลหรือโลชันสูตรน้ำ (Water-based) ที่บางเบาและปราศจากน้ำมัน (Oil-free)

 

อาการแบบไหนที่เราควรเปลี่ยนมอยส์เจอร์ไรเซอร์?

ควรหยุดใช้และเปลี่ยนใหม่เมื่อเกิดอาการระคายผิว เช่น มีผื่นแดง รอยเกา แสบร้อน หรือเกิดสิวอุดตันและสิวอักเสบเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะส่วนผสมอาจรุนแรงหรืออุดตันรูขุมขน นอกจากนี้ หากทาเป็นประจำแล้วผิวยังแห้งลอก รู้สึกตึง หรือผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติ แสดงว่าสูตรที่ใช้อยู่ไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นได้เพียงพอ จึงควรเปลี่ยนไปใช้สูตรที่เข้มข้นขึ้นหรือตอบโจทย์สภาพผิวมากขึ้น