เรตินอลคืออะไร? ช่วยเรื่องอะไร ใช้อย่างไรไม่ให้ระคายผิว
เรตินอล (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พบในผลิตภัณฑ์ลดโอกาสเกิดสิวและริ้วรอย
เรตินอล (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A) ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว พบในผลิตภัณฑ์ลดโอกาสเกิดสิวและริ้วรอย
Key Takeaway
ใครส่องกระจกแล้วเริ่มเห็นทั้งสิว ริ้วรอย และผิวไม่เรียบเนียน มาทำความรู้จัก ‘เรตินอล’ (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A) ที่ถูกใส่ในสกินแคร์เพราะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนแน่นกระชับขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง รวมถึงช่วยลดโอกาสอุดตัน ลดโอกาสเกิดสิว และช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆ และรอยสิวค่อยๆ ดูจางลง
เรตินอลคือหนึ่งในรูปแบบของวิตามินเอที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์เพื่อช่วยรีเฟรชผิว ผิวต้องค่อยๆ เปลี่ยนรูปทีละขั้น จนกลายเป็นกรดวิตามินเอที่ออกฤทธิ์ได้ จึงแรงน้อยกว่ายาแต่ได้ผลเรื่องผิวเมื่อใช้ต่อเนื่อง เรตินอลช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก
ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว จึงถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย รูขุมขนหยาบกร้าน รวมถึงลดโอกาสอุดตันที่นำไปสู่ปัญหาสิว
เรตินอลเหมาะกับใคร?
เรตินอลไม่เหมาะกับใคร?
ครีมเรตินอลต้องใช้ให้เหมาะสมถึงจะได้ประโยชน์ เพราะให้ผลเรื่องผิวดี แต่ก็มีข้อเสียตามมาเสมอ การเข้าใจข้อนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ของเราจริงไหม
โดยทั่วไป แนะนำให้ทาเรตินอลในช่วงกลางคืนหลังล้างหน้า เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น และทำงานได้ดีในช่วงที่ผิวกำลังพักและซ่อมแซมตัวเองขณะนอนหลับ เมื่อทาแล้วควรรอให้เซรั่มซึมสักครู่ก่อนตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และในตอนเช้าต้องทากันแดดทุกวันควบคู่ไปด้วย
คนเป็นสิวใช้เรตินอลได้ โดยเฉพาะคนเป็นสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ เพราะเรตินอลช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบ ทำให้สิวใหม่เกิดน้อยลงและรอยสิวดูจางลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง
แต่ควรเริ่มจากสูตรความเข้มข้นต่ำ ใช้ไม่ถี่ สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับตัว ช่วงแรกอาจเกิดสิวเห่อชั่วคราวเพราะดันสิวที่หลบอยู่ใต้ผิวออกมา ซึ่งปกติจะดีขึ้นใน 4 - 6 สัปดาห์ ถ้าสิวอักเสบรุนแรงหรือผิวระคายมาก ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน
การใช้เรตินอลให้ได้ผลคือค่อยๆ ให้ผิวทำความคุ้นเคย ไม่รีบ และโฟกัสที่ความสม่ำเสมอมากกว่าความแรง
1. เริ่มจากสูตรความเข้มข้นต่ำ เช่น 0.1 - 0.3% ทาเฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้งก่อน ยังไม่ต้องใช้ทุกวัน
2. หลังล้างหน้าและเช็ดให้แห้ง ทาเรตินอลปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวให้ทั่วหน้า เลี่ยงรอบตา ข้างจมูก และมุมปาก จากนั้นตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยลดการระคายผิว
3. เมื่อผิวเริ่มชินแล้วจึงค่อยเพิ่มความถี่เป็นวันเว้นวันหรือทุกคืน แต่ถ้ามีอาการระคายมาก ให้ลดความถี่ลงทันที
4. ต้องทาครีมกันแดดทุกเช้าสม่ำเสมอ เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแดด และเป็นตัวช่วยเรื่องจุดด่างดำและริ้วรอยไม่ให้กลับมาเร็วเกินไป
Hydrabio Tonique โลชั่นโทนเนอร์เติมน้ำให้ผิวแห้งขาดน้ำ กระตุ้นการสร้างท่อส่งน้ำในผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่ได้นานขึ้น เนื้อสัมผัสบางเบา อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งใบหน้าและรอบดวงตา เช็ดแล้วผิวรู้สึกสดชื่น นุ่มเด้ง และดูใสขึ้น โดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะ และไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน
ถ้ากังวลเรื่องผิวระคาย หรือมีผิวแพ้ง่าย สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Bakuchiol (บาคูชิล) เป็นทางเลือกแทนได้ เพราะเป็นสารสกัดจากพืชที่มีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดริ้วรอยในกลไกใกล้เคียงกับเรตินอล แต่อ่อนโยนกว่าและไม่เร่งการผลัดผิวแรงเท่า โอกาสระคายจึงน้อยกว่า
Bakuchiol พบได้ในผลิตภัณฑ์อย่าง Sebium Sensitive ซึ่งผสานบาคูชิลกับเทคโนโลยีเฉพาะเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดสิว ปลอบประโลมผิว และเสริมเกราะผิว เหมาะกับผิวแพ้ง่ายหรือคนที่อยากเริ่มต้นใช้กลุ่มครีมที่มีเรตินอยด์ (Retinoids)
เรตินอลคืออนุพันธ์วิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยตื้นลง และช่วยลดโอกาสอุดตัน ปัญหาสิวเมื่อใช้ต่อเนื่องควบคู่กับกันแดดสม่ำเสมอ เรตินอลสรรพคุณสูง แต่ก็ทำให้ผิวระคายง่ายถ้าใช้แรงหรือถี่เกินไป จึงควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ปริมาณน้อย ทาเฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มความถี่เมื่อผิวเริ่มชิน พร้อมเสริมมอยส์เจอร์ไรเซอร์อ่อนโยนและเลี่ยงใช้ร่วมกับสารผลัดเซลล์ตัวอื่นในคืนเดียวกัน จะช่วยให้ผิวไม่ระคายเกิน
เรตินอลใช้คู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้ออ่อนโยนที่มี Hyaluronic Acid (ไฮยาลูรอนิก) Ceramide (เซราไมด์) Glycerin (กลีเซอรีน) หรือ Squalane (สควาเลน) ได้ดี เพราะช่วยเติมน้ำและซ่อมเกราะผิว ลดโอกาสระคายผิว นอกจากนี้ยังเข้าคู่ได้กับ Niacinamide (ไนอะซินาไมด์) และ Peptides (เปปไทด์) เพื่อช่วยปลอบผิว เสริมคอลลาเจน และลดโอกาสเกิดรอยแดงรอยดำโดยไม่เพิ่มการระคาย
ไม่ควรใช้เรตินอลร่วมกับ AHA / BHA, Benzoyl Peroxide และวิตามินซีกรดจัดในรูทีนเดียวกัน เพราะมีฤทธิ์ผลัดผิวหรือระคายผิวสูง อาจทำให้เกราะผิวอ่อนแอได้ง่าย ควรแยกเวลาใช้ เช่น วิตามินซีตอนเช้า เรตินอลตอนกลางคืน หรือสลับวันกันไปจะดีกว่า
ใช้ทุกวันได้หลังจากผิวปรับตัวแล้ว แต่ช่วงเริ่มต้นควรใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มเป็นวันเว้นวัน และขยับไปใช้ทุกคืนเมื่อไม่ค่อยมีอาการระคาย หลักๆ คือสังเกตผิวตัวเองเสมอ ถ้าเริ่มตึง แสบ หรือเห่อ ให้ลดความถี่ลงทันที แล้วเน้นมอยส์เจอร์ไรเซอร์และกันแดดช่วยปลอบประโลมผิว