Key Takeaway
 

  • เรตินอลคืออนุพันธ์วิตามินเอที่ช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ริ้วรอยแลดูลดลง ผิวเรียบเนียนขึ้น และช่วยลดการอุดตัน ปัญหาสิว จุดด่างดำและรอยสิวดูจางลง
  • เรตินอลเหมาะกับคนที่มีริ้วรอย ผิวไม่เรียบ สีผิวไม่สม่ำเสมอ หรือมีสิวอุดตัน และผิวพอรับแอ็กทิฟได้ ไม่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร คนที่วางแผนมีบุตร หรือผิวอักเสบแพ้ง่ายมากๆ
  • ข้อดีของเรตินอลคือเป็นส่วนผสมที่มีงานวิจัยรองรับ เรตินอลลดริ้วรอย สิวอุดตัน และสีผิวหมองได้ในตัวเดียว เห็นผลได้จริงเมื่อใช้ต่อเนื่องควบคู่กับกันแดดและมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เหมาะสม ข้อเสียคือมีโอกาสทำให้ผิวแห้ง ระคายและต้องใช้เวลาให้ผิวปรับตัว
  • ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นคือผิวตึง แห้ง เป็นขุย หรือสิวเห่อชั่วคราวในช่วงแรก และผิวไวต่อแดดง่ายขึ้น จึงต้องใช้แบบค่อยเป็นค่อยไป เลี่ยงใช้ร่วมกับกรดผลัดผิวแรงๆ และทากันแดดทุกวันเพื่อดูแลผิวจากการระคายเพิ่ม


ใครส่องกระจกแล้วเริ่มเห็นทั้งสิว ริ้วรอย และผิวไม่เรียบเนียน มาทำความรู้จัก ‘เรตินอล’ (Retinol) คืออนุพันธ์ของวิตามินเอ (Vitamin A) ที่ถูกใส่ในสกินแคร์เพราะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนแน่นกระชับขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง รวมถึงช่วยลดโอกาสอุดตัน ลดโอกาสเกิดสิว และช่วยให้ริ้วรอยเล็กๆ และรอยสิวค่อยๆ ดูจางลง

เรตินอลคืออะไร? 

เรตินอลคือหนึ่งในรูปแบบของวิตามินเอที่ถูกนำมาใช้ในสกินแคร์เพื่อช่วยรีเฟรชผิว ผิวต้องค่อยๆ เปลี่ยนรูปทีละขั้น จนกลายเป็นกรดวิตามินเอที่ออกฤทธิ์ได้ จึงแรงน้อยกว่ายาแต่ได้ผลเรื่องผิวเมื่อใช้ต่อเนื่อง เรตินอลช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวเก่าออก

 

ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น และยังช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ผิว จึงถูกใช้ในผลิตภัณฑ์ลดเลือนริ้วรอย รูขุมขนหยาบกร้าน รวมถึงลดโอกาสอุดตันที่นำไปสู่ปัญหาสิว 

 

เรตินอลช่วยเรื่องอะไรบ้าง

  • ช่วยลดเลือนริ้วรอยและความหย่อนคล้อย เพราะเรตินอลกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสติน (Elastin) ทำให้ผิวดูแน่น ฟู แลดูอ่อนเยาว์ขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง
  • ช่วยผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ เผยผิวใหม่ที่เรียบเนียน กระจ่างใสขึ้น และช่วยให้ผิวดูเรียบกว่าเดิม ทั้งในเรื่องรอยสิวและพื้นผิวไม่สม่ำเสมอ
  • ช่วยลดอุดตันและลดโอกาสเกิดสิว เร่งการผลัดเซลล์ในรูขุมขน ควบคุมการทำงานของต่อมไขมัน และลดการอักเสบของสิว จึงถูกใช้ในกลุ่มดูแลเรื่องสิวและรอยสิวร่วมด้วย
  • ช่วยให้จุดด่างดำ รอยดำรอยแดงจากสิว และสีผิวไม่สม่ำเสมอดูจางลง เพราะมีผลต่อการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้ผิวดูโทนสม่ำเสมอขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับกันแดดสม่ำเสมอ

เรตินอลเหมาะกับใครและไม่เหมาะกับใคร?

เรตินอลเหมาะกับใคร?
 

  • คนที่เริ่มมีริ้วรอยเล็กๆ ผิวไม่เรียบ สีผิวไม่สม่ำเสมอ
  • คนที่มีปัญหาสิว - รอยสิว
  • คนที่ต้องการสกินแคร์ที่ช่วยทั้งเรื่องริ้วรอยและผลัดเซลล์ผิวในระยะยาว
  • คนที่อยู่ในช่วงอายุประมาณ 25 - 30 ขึ้นไป ที่คอลลาเจนเริ่มลดลง
  • คนที่ผิวรับสารสกัดเข้มข้นได้พอสมควร พร้อมค่อยๆ ปรับรูทีน จากความถี่น้อย เปอร์เซ็นต์ต่ำ 


เรตินอลไม่เหมาะกับใคร?
 

  • คนท้อง คนที่วางแผนมีบุตร หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร เพราะอนุพันธ์วิตามินเออาจมีผลต่อพัฒนาการของทารก จึงควรเลี่ยงตามคำแนะนำของแพทย์
  • คนที่ผิวระคายง่ายมาก หรือมีโรคผิวหนังที่ยังควบคุมไม่ได้ เช่น หน้าไหม้ทั้งหน้า ควรดูแลให้ผิวแข็งแรงก่อนแล้วค่อยใช้เรตินอลภายใต้คำแนะนำผู้เชี่ยวชาญ
  • คนที่ทำเลเซอร์และผลัดเซลล์แรงๆ อยู่เป็นประจำ เพราะยิ่งทำให้ผิวแห้งและระคายง่าย
     

ข้อเสียของเรตินอล

ครีมเรตินอลต้องใช้ให้เหมาะสมถึงจะได้ประโยชน์ เพราะให้ผลเรื่องผิวดี แต่ก็มีข้อเสียตามมาเสมอ การเข้าใจข้อนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเหมาะกับผิวและไลฟ์สไตล์ของเราจริงไหม 
 

  • อาจทำให้ผิวแห้งหรือระคาย โดยเฉพาะช่วงเริ่มต้น หรือถ้าใช้ถี่และเข้มข้นเกินไป ต้องอาศัยการปรับตัวและเสริมมอยส์เจอร์ไรเซอร์ให้ดี
  • ทำให้ผิวไวต่อแดดมากขึ้น จึงต้องเลี่ยงแดดจัด เพราะผิวอาจกลับมาหมองและระคายง่ายกว่าเดิม
  • ไม่เหมาะกับคนท้อง คนวางแผนมีบุตร หรือให้นมบุตร และอาจไม่เหมาะกับผิวอักเสบหรือแพ้ง่ายมากๆ ถ้าใช้ผิดวิธีอาจทำให้ผิวพังและต้องใช้เวลาฟื้นตัวนาน
     

เรตินอลทำงานอย่างไรกับผิว

  • เมื่อทาลงผิวจะค่อยๆ ถูกเปลี่ยนรูปเป็นกรดเรติโนอิก (Retinoic Acid) เป็นรูปแบบที่ใช้งานได้จริง จากนั้นจะไปจับกับตัวรับเฉพาะในเซลล์ผิวและเริ่มสั่งงานเซลล์ต่างๆ
  • เร่งการผลัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพให้หลุดออกเร็วขึ้น ทำให้ผิวชั้นบนเรียบเนียน รูขุมขนดูเล็กลง และลดการอุดตันที่นำไปสู่ปัญหาสิว
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่ พร้อมทั้งยับยั้งกระบวนการสลายคอลลาเจนเดิม ทำให้ผิวแน่น ยืดหยุ่นขึ้น และริ้วรอยค่อยๆ ดูตื้นขึ้น
  • มีผลต่อการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสี ช่วยให้การสร้างและกระจายเมลานิน (Melanin) สมดุลขึ้น จึงช่วยให้จุดด่างดำและรอยสิวดูจางลง ผิวดูโทนสม่ำเสมอมากขึ้น

ทาเรตินอลตอนไหนดี?

โดยทั่วไป แนะนำให้ทาเรตินอลในช่วงกลางคืนหลังล้างหน้า เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น และทำงานได้ดีในช่วงที่ผิวกำลังพักและซ่อมแซมตัวเองขณะนอนหลับ เมื่อทาแล้วควรรอให้เซรั่มซึมสักครู่ก่อนตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์ และในตอนเช้าต้องทากันแดดทุกวันควบคู่ไปด้วย 

 

คนเป็นสิว ใช้เรตินอลได้ไหม?

คนเป็นสิวใช้เรตินอลได้ โดยเฉพาะคนเป็นสิวอุดตันหรือสิวอักเสบ เพราะเรตินอลช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิว ลดการอุดตันรูขุมขน ควบคุมความมัน และลดการอักเสบ ทำให้สิวใหม่เกิดน้อยลงและรอยสิวดูจางลงเมื่อใช้ต่อเนื่อง 

 

แต่ควรเริ่มจากสูตรความเข้มข้นต่ำ ใช้ไม่ถี่ สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับตัว ช่วงแรกอาจเกิดสิวเห่อชั่วคราวเพราะดันสิวที่หลบอยู่ใต้ผิวออกมา ซึ่งปกติจะดีขึ้นใน 4 - 6 สัปดาห์ ถ้าสิวอักเสบรุนแรงหรือผิวระคายมาก ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังก่อน 

 

วิธีใช้เรตินอลให้ได้ประสิทธิภาพ

การใช้เรตินอลให้ได้ผลคือค่อยๆ ให้ผิวทำความคุ้นเคย ไม่รีบ และโฟกัสที่ความสม่ำเสมอมากกว่าความแรง

 

1. เริ่มจากสูตรความเข้มข้นต่ำ เช่น 0.1 - 0.3% ทาเฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้งก่อน ยังไม่ต้องใช้ทุกวัน

2. หลังล้างหน้าและเช็ดให้แห้ง ทาเรตินอลปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวให้ทั่วหน้า เลี่ยงรอบตา ข้างจมูก และมุมปาก จากนั้นตามด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เพื่อช่วยลดการระคายผิว

3. เมื่อผิวเริ่มชินแล้วจึงค่อยเพิ่มความถี่เป็นวันเว้นวันหรือทุกคืน แต่ถ้ามีอาการระคายมาก ให้ลดความถี่ลงทันที

4. ต้องทาครีมกันแดดทุกเช้าสม่ำเสมอ เพราะเรตินอลทำให้ผิวไวต่อแดด และเป็นตัวช่วยเรื่องจุดด่างดำและริ้วรอยไม่ให้กลับมาเร็วเกินไป

ข้อควรระวังในการใช้เรตินอล

  • เริ่มใช้ความเข้มข้นต่ำและค่อยๆ เพิ่มความถี่เสมอ อย่าเริ่มทาทุกคืนทันที เพื่อลดโอกาสผิวระคาย
  • ทาเฉพาะตอนกลางคืน เลี่ยงบริเวณรอบดวงตา มุมปาก และข้างจมูก เพราะเป็นจุดที่ผิวบอบบางและแห้งง่าย
  • เลี่ยงใช้ร่วมกับกรดผลัดเซลล์แรงๆ เช่น AHA, BHA สครับ วิตามินซีเปอร์เซ็นต์สูง หรือยาดูแลสิวบางชนิดในคืนเดียวกัน เพราะอาจทำให้ผิวระคายมากเกินไป
  • หญิงตั้งครรภ์ วางแผนมีบุตร หรือให้นมบุตร รวมถึงคนที่มีโรคผิวหนังอักเสบหรือผิวอ่อนแอมาก ควรหลีกเลี่ยง หรือปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
     

Hydrabio Tonique โลชั่นโทนเนอร์เติมน้ำให้ผิวแห้งขาดน้ำ กระตุ้นการสร้างท่อส่งน้ำในผิวและกักเก็บความชุ่มชื้นให้อยู่ได้นานขึ้น เนื้อสัมผัสบางเบา อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งใบหน้าและรอบดวงตา เช็ดแล้วผิวรู้สึกสดชื่น นุ่มเด้ง และดูใสขึ้น โดยไม่ทิ้งความเหนอะหนะ และไม่ทำให้เกิดสิวอุดตัน 

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการใช้เรตินอล

  • ผิวแห้ง ระคาย หรือรู้สึกแสบยิบๆ โดยเฉพาะช่วง 2 - 6 สัปดาห์แรกที่ผิวกำลังปรับตัว ซึ่งเรียกว่า Retinization Phase
  • บางคนอาจมีสิวเห่อหรือผดมากขึ้นชั่วคราว เพราะเรตินอลเร่งการผลัดเซลล์และดันสิวอุดตันใต้ผิวออกมา ถ้ารุนแรงควรหยุดใช้และปรึกษาแพทย์
  • เรตินอลทำให้ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น เสี่ยงต่อการไหม้แดดหรือเกิดฝ้า - กระได้ง่ายหากไม่ทากันแดดและหลบเลี่ยงแดดจริงจัง

 

ถ้ากังวลเรื่องผิวระคาย หรือมีผิวแพ้ง่าย สามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี Bakuchiol (บาคูชิล) เป็นทางเลือกแทนได้ เพราะเป็นสารสกัดจากพืชที่มีงานวิจัยว่าช่วยกระตุ้นคอลลาเจนและลดริ้วรอยในกลไกใกล้เคียงกับเรตินอล แต่อ่อนโยนกว่าและไม่เร่งการผลัดผิวแรงเท่า โอกาสระคายจึงน้อยกว่า 

 

Bakuchiol พบได้ในผลิตภัณฑ์อย่าง Sebium Sensitive ซึ่งผสานบาคูชิลกับเทคโนโลยีเฉพาะเพื่อช่วยลดโอกาสเกิดสิว ปลอบประโลมผิว และเสริมเกราะผิว เหมาะกับผิวแพ้ง่ายหรือคนที่อยากเริ่มต้นใช้กลุ่มครีมที่มีเรตินอยด์ (Retinoids)

 

ใช้เรตินอลแล้วแสบหน้า ทำอย่างไรดี?

  • หยุดใช้เรตินอลก่อน ให้ผิวได้พัก ถ้ารู้สึกแสบมากให้ล้างหน้าด้วยน้ำอุณหภูมิห้องและซับเบาๆ ไม่ถูผิวแรง
  • เน้นทามอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้ออ่อนโยน ปลอบประโลมผิว มีส่วนผสมเช่น Ceramide, Hyaluronic Acid, Cica หลีกเลี่ยงน้ำหอม - แอลกอฮอล์ และงดทุกตัวที่ช่วยผลัดเซลล์ผิวไปก่อน
  • ช่วงที่ผิวแสบให้พักเรตินอลอย่างน้อยหลายวันจนกว่าจะหายระคาย แล้วค่อยกลับมาใช้ใหม่โดยลดความถี่ลง เช่น สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง และใช้ปริมาณน้อยลง
  • ทากันแดดทุกเช้าแบบจริงจัง เลี่ยงแดดจัด เพราะผิวที่ระคายอยู่จะยิ่งไวต่อแดดและอาจหมองหรือเป็นรอยง่ายขึ้น
  • ถ้ามีอาการระคายมาก ผื่นขึ้น หรือไม่ดีขึ้นภายในไม่กี่วัน ควรหยุดใช้ทุกอย่างที่ระคายผิว และไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินและรับยาที่เหมาะสม
     

สรุป

เรตินอลคืออนุพันธ์วิตามินเอที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและการสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้น ริ้วรอยตื้นลง และช่วยลดโอกาสอุดตัน ปัญหาสิวเมื่อใช้ต่อเนื่องควบคู่กับกันแดดสม่ำเสมอ เรตินอลสรรพคุณสูง แต่ก็ทำให้ผิวระคายง่ายถ้าใช้แรงหรือถี่เกินไป จึงควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ปริมาณน้อย ทาเฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มความถี่เมื่อผิวเริ่มชิน พร้อมเสริมมอยส์เจอร์ไรเซอร์อ่อนโยนและเลี่ยงใช้ร่วมกับสารผลัดเซลล์ตัวอื่นในคืนเดียวกัน จะช่วยให้ผิวไม่ระคายเกิน

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเรตินอล (FAQ)

เรตินอลใช้คู่กับอะไรได้บ้าง?

เรตินอลใช้คู่กับมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้ออ่อนโยนที่มี Hyaluronic Acid (ไฮยาลูรอนิก) Ceramide (เซราไมด์) Glycerin (กลีเซอรีน) หรือ Squalane (สควาเลน) ได้ดี เพราะช่วยเติมน้ำและซ่อมเกราะผิว ลดโอกาสระคายผิว นอกจากนี้ยังเข้าคู่ได้กับ Niacinamide (ไนอะซินาไมด์) และ Peptides (เปปไทด์) เพื่อช่วยปลอบผิว เสริมคอลลาเจน และลดโอกาสเกิดรอยแดงรอยดำโดยไม่เพิ่มการระคาย

 

เรตินอลไม่ควรใช้คู่กับอะไร?

ไม่ควรใช้เรตินอลร่วมกับ AHA / BHA, Benzoyl Peroxide และวิตามินซีกรดจัดในรูทีนเดียวกัน เพราะมีฤทธิ์ผลัดผิวหรือระคายผิวสูง อาจทำให้เกราะผิวอ่อนแอได้ง่าย ควรแยกเวลาใช้ เช่น วิตามินซีตอนเช้า เรตินอลตอนกลางคืน หรือสลับวันกันไปจะดีกว่า

 

เรตินอลใช้ทุกวันได้ไหม?

ใช้ทุกวันได้หลังจากผิวปรับตัวแล้ว แต่ช่วงเริ่มต้นควรใช้สัปดาห์ละ 2 ครั้งก่อน จากนั้นค่อยเพิ่มเป็นวันเว้นวัน และขยับไปใช้ทุกคืนเมื่อไม่ค่อยมีอาการระคาย หลักๆ คือสังเกตผิวตัวเองเสมอ ถ้าเริ่มตึง แสบ หรือเห่อ ให้ลดความถี่ลงทันที แล้วเน้นมอยส์เจอร์ไรเซอร์และกันแดดช่วยปลอบประโลมผิว