Key Takeaway

  • ผิวขาดน้ำคือสภาวะที่ผิวมีน้ำหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ร่างกายจะพยายามผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหน้ามากขึ้นเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่หายไป มีสาเหตุมาจากผิวขาดน้ำหล่อเลี้ยง ปัจจัยจากสภาพแวดล้อม พฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม พันธุกรรมและโรคผิวหนัง
  • อาการของผิวขาดน้ำสังเกตได้จากผิวสัมผัสหยาบกร้าน ลอกเป็นขุย รู้สึกผิวหน้าแห้งตึง มีเส้นริ้วรอยจางๆ ที่เห็นชัดกว่าปกติ เกิดอาการแพ้และระคายง่าย แต่งหน้าไม่ติดทน
  • ผิวแห้งให้ความรู้สึกตึงผิว ผิวสัมผัสหยาบกร้าน หมองคล้ำ ผิวดูไม่สดใส เห็นผิวลอกเป็นขุย ระคายผิว ส่วนผิวขาดน้ำจะมีผิวมันเยิ้มระหว่างวัน เครื่องสำอางไม่เกาะผิว รูขุมขนกว้างขึ้น ผิวขาดความยืดหยุ่น
  • วิธีดูแลผิวขาดน้ำสามารถทำได้ด้วยการทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำให้เพียงพอ เลี่ยงการล้างหน้าบ่อยๆ ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยน เลือกโทนเนอร์เติมความชุ่มชื้น และใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์

 

ผิวแห้งขาดน้ำ เป็นผิวหน้าที่ขาดความชุ่มชื้นจากการที่มีน้ำหล่อเลี้ยงผิวไม่เพียงพอ สภาพอากาศแปรปรวน ดื่มน้ำน้อย สามารถพบได้ในทุกสภาพผิว หากมองเผินๆ อาจคล้ายผิวแห้งได้ แต่จริงๆ แล้วลักษณะผิวแห้ง เป็นขุย หรือหน้ามันก็อาจเป็นผิวแห้งขาดน้ำได้เหมือนกัน มาทำความเข้าใจว่าผิวหน้าแห้งขาดน้ำต่างจากผิวแห้งอย่างไร และผิวแห้งขาดน้ำใช้อะไรดีผ่านบทความนี้ได้เลย

ผิวขาดน้ำคืออะไร

ผิวขาดน้ำ คือสภาวะที่ผิวมีน้ำหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ ซึ่งเกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะคนผิวมัน ที่มักเผชิญปัญหานี้เป็นพิเศษ เนื่องจากร่างกายจะพยายามผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวหน้ามากขึ้นเพื่อชดเชยความชุ่มชื้นที่หายไป ส่งผลให้ลักษณะผิวขาดน้ำ มีความมันส่วนเกินแต่สัมผัสจริงกลับแห้งกร้าน ไม่เรียบเนียน หมองคล้ำ และเกิดริ้วรอยได้ง่าย นอกจากนี้ยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แต่งหน้าไม่ติดทนและเครื่องสำอางหลุดลอกระหว่างวัน

 

สาเหตุของผิวขาดน้ำ

  • ผิวขาดน้ำหล่อเลี้ยงหรือไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ใต้ชั้นผิว
  • ปัจจัยจากสภาพแวดล้อม เช่น อากาศที่แห้งหรือแปรปรวนบ่อยครั้ง ส่งผลให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่ายขึ้น
  • พฤติกรรมการดูแลผิวที่ไม่เหมาะสม เช่น การดื่มน้ำน้อย การละเลยการทาครีมบำรุง หรือการอดนอน ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการฟื้นบำรุงผิว
  • พันธุกรรมและโรคผิวหนัง ส่งผลโดยตรงต่อการกักเก็บน้ำของชั้นผิว
  • การเปลี่ยนแปลงของช่วงวัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ต่อมไขมันผลิตน้ำมันน้อยลงและไขมันระหว่างเซลล์ลดลง ทำให้ผิวสูญเสียน้ำได้ง่ายกว่าปกติ
  • การใช้สารเคมีที่รุนแรง เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ชะล้างน้ำมันตามธรรมชาติออกมากเกินไปจนเกราะป้องกันผิวอ่อนแอ
  • การละเลยการป้องกันแสงแดด การออกแดดเป็นประจำโดยไม่ทาครีมกันแดด ทำให้เสียความชุ่มชื้นใต้ชั้นผิว

 

อาการของผิวแห้งขาดน้ำ

  • ผิวสัมผัสหยาบกร้านและลอกเป็นขุย ผิวสาก ไม่นุ่มลื่น หรือเห็นเป็นเกล็ดขาวในบางจุด
  • ความรู้สึกผิวหน้าแห้งตึง โดยเฉพาะหลังล้างหน้า
  • สภาวะผิวมันเยิ้มแต่ขาดน้ำ ผิวชั้นในจะรู้สึกแห้งมาก แต่ผิวชั้นนอกกลับผลิตน้ำมันออกมาเคลือบจนมันวาว
  • ผิวดูหมองคล้ำและโทรม ขาดความสดใส ไม่เหมือนผิวที่มีสุขภาพดี
  • ปรากฏริ้วรอยเล็กๆ เส้นริ้วรอยจางๆ จะเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นกว่าปกติ
  • เกิดอาการแพ้และระคายง่าย ผิวมีความไวต่อสิ่งแวดล้อมสูง จนมีอาการระคายผิวบ่อย
  • แต่งหน้าไม่ติดทน เครื่องสำอางไม่เกาะผิวหน้า เกิดตกร่อง หรือเป็นคราบระหว่างวัน

ผิวแห้ง vs ผิวขาดน้ำ แตกต่างกันอย่างไร

 

 ผิวแห้ง

  • ความรู้สึกตึงผิว สัมผัสได้ชัดเจนโดยเฉพาะหลังล้างหน้าเสร็จใหม่ๆ
  • ผิวสัมผัสหยาบกร้าน ลูบแล้วไม่เรียบเนียน ขาดความนุ่มนวล
  • ความหมองคล้ำ ผิวดูไม่สดใส เปล่งปลั่งน้อยกว่าปกติ
  • การลอกและรอยแตก มักเห็นผิวลอกเป็นขุย เป็นแผ่น หรือมีรอยแยกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • อาการระคายผิว หากแห้งรุนแรงมักมีอาการระคายหรืออักเสบร่วมด้วย

 

 ผิวขาดน้ำ

  • ผิวมันเยิ้มระหว่างวัน ร่างกายเร่งผลิตน้ำมันมาเคลือบผิวเพื่อชดเชยน้ำหล่อเลี้ยงที่หายไป
  • ปัญหาการแต่งหน้า เครื่องสำอางไม่เกาะผิว หลุดลอกง่าย และต้องเติมบ่อยครั้ง
  • รูขุมขนและสภาพผิว รูขุมขนกว้างขึ้น ทำให้หน้าดูโทรมและไม่สดชื่น
  • ความหยาบกระด้าง ผิวขาดความยืดหยุ่น ไม่นุ่มเด้ง และดูขาดความชุ่มชื้นจากภายใน

วิธีดูแลผิวขาดน้ำ ทำอย่างไร

 

ทานอาหารที่มีประโยชน์

การปรับพฤติกรรมการกินถือเป็นการฟื้นบำรุงสุขภาพผิว ควรเน้นรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นต่อการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ 

 

ขณะเดียวกันควรลดปริมาณเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และคาเฟอีนลงเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำในร่างกาย ซึ่งการปรับเปลี่ยนนี้จะช่วยซ่อมแซมและบำรุงระบบภายในให้กลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผิวพรรณกลับมาชุ่มชื้นอีกครั้ง

 

ดื่มน้ำให้เพียงพอ

การดื่มน้ำสะอาดให้ได้วันละ 2 ลิตรขึ้นไป เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภาวะผิวแห้งขาดน้ำและรักษาความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอก โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทยซึ่งทำให้ร่างกายสูญเสียเหงื่อได้ง่าย การรักษาสมดุลของน้ำให้เพียงพอไม่เพียงแต่ช่วยชดเชยสิ่งที่สูญเสียไปในแต่ละวัน แต่ยังช่วยส่งเสริมให้ระบบต่างๆ ทำงานได้ดีและคงความชุ่มชื้นให้ผิวได้อย่างยั่งยืน

 

เลี่ยงการล้างหน้าบ่อยๆ

ควรหลีกเลี่ยงการล้างหน้าบ่อยจนเกินไป เพราะการใช้เจลหรือโฟมล้างหน้าทำความสะอาดซ้ำๆ แม้จะช่วยกำจัดความมันได้ดี แต่อาจมีสารทำความสะอาดที่อาจทำลายเกราะป้องกันผิวจนเกิดอาการแห้งตึงและระคายผิวมากกว่าเดิม ส่งผลให้ผิวแห้งขาดน้ำรุนแรงขึ้น ดังนั้น จึงควรจำกัดการล้างหน้าให้ไม่เกินวันละ 2 ครั้ง และหากรู้สึกหน้ามันระหว่างวัน แนะนำให้ใช้วิธีซับความมันด้วยกระดาษซับมันหรือกระดาษทิชชูแทนเพื่อรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติของผิวไว้

 

ใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสูตรอ่อนโยน

ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้าสูตรอ่อนโยนที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้เหมาะสมกับสภาพผิว โดยหากมีอาการผิวมันขาดน้ำ ควรเลือกใช้คลีนซิงประเภทไมเซล่า หรือเจลล้างหน้าที่ขจัดความมันส่วนเกินได้ดีโดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึง เพื่อป้องกันไม่ให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวมากเกินไป 

 

ส่วนผู้ที่มีผิวแห้งขาดน้ำ แนะนำให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไนอะซินาไมด์ (Niacinamide) ซึ่งมีคุณสมบัติลดการระเหยของน้ำออกจากชั้นผิว พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างน้ำมันธรรมชาติเพื่อเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง

 

เลือกโทนเนอร์ที่ช่วยเรื่องความชุ่มชื้น

การใช้โทนเนอร์ที่เน้นเติมความชุ่มชื้นเป็นขั้นตอนสำคัญที่คนผิวแห้งขาดน้ำไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นขั้นตอนแรกในการบำรุงหลังล้างหน้า ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มระดับน้ำในผิวให้สมดุลทันที แต่ยังช่วยเตรียมสภาพผิวให้พร้อมรับสารบำรุงจากสกินแคร์ตัวถัดไปให้ซึมซาบได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 

 

แล้วผิวหน้าแห้งขาดน้ำควรใช้โทนเนอร์อะไรดี? แนะนำเลือกโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมของกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid) จะตอบโจทย์ผู้ที่มีภาวะผิวขาดน้ำได้ดี

 

หมั่นเติมความชุ่มชื้น

การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิวเป็นประจำคือการรักษาความสมดุลของน้ำหล่อเลี้ยงผิวให้ดีขึ้น โดยควรเลือกสูตรที่เน้นการเติมน้ำและกักเก็บความชุ่มชื้นโดยเฉพาะ ซึ่งจำเป็นสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวแห้งขาดน้ำ เพื่อฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาอิ่มน้ำและสุขภาพดี

แนะนำสกินแคร์ผิวหน้าแห้งขาดน้ำใช้อะไรดี

ส่วนผสมที่ต้องมี

  • Hyaluronic Acid (HA) และ Glycerin ทำหน้าที่ดึงโมเลกุลน้ำเข้าสู่ชั้นผิว เพื่อเติมความชุ่มชื้น
  • Ceramides ช่วยฟื้นบำรุงและซ่อมแซมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง ลดอาการผิวแห้ง
  • Squalane และ Shea Butter ช่วยสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวเพื่อล็อกความชุ่มชื้นและป้องกันไม่ให้น้ำระเหยออกจากผิว
  • Panthenol (Vitamin B5) และ Niacinamide ช่วยปลอบประโลมผิวจากการระคาย และฟื้นบำรุงผิวที่แห้งลอกให้กลับมาเนียนนุ่ม

 

Hydrabio H2O คลีนซิ่งไมเซล่า วอเตอร์ สำหรับทำความสะอาดผิว ให้ความชุ่มชื้น โดยที่ไม่ทำลายสมดุลของผิว สามารถล้างได้ทั้งใบหน้าและดวงตา แต่ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกระคายผิว ทำให้ผิวแข็งแรงต่อสิ่งกระตุ้นอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

Hydrabio Tonique โทนเนอร์ที่มอบความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้อย่างยาวนาน 8 ชั่วโมง ตอบโจทย์ผิวแห้งขาดน้ำ เมื่อใช้แล้วจะรู้สึกว่าผิวสดชื่น แลดูกระจ่างใส ลดโอกาสอุดตัน อ่อนโยนต่อผิวหน้าและรอบดวงตา ใช้งานง่าย เนื้อบางเบา ไม่ต้องล้างออก 

 

Hydrabio Sérum เซรั่มเข้มข้นที่สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว ให้ความชุ่มชื้นทันทีและยาวนานตลอดวัน ปรับผิวให้เรียบเนียน แลดูกระจ่างใส ลดผิวอุดตัน อ่อนโยนกับผิว ด้วยเนื้อสัมผัสเนียนนุ่ม ไม่รู้สึกหนักผิว สามารถใช้เป็นเมกอัปเบสก่อนแต่งหน้าได้ 

สรุป

ผิวขาดน้ำ คือสภาวะผิวขาดน้ำหล่อเลี้ยงจนเสียสมดุล เกิดขึ้นได้กับทุกสภาพผิวรวม ต่างจากผิวแห้งที่เป็นประเภทผิวขาดน้ำมันมาแต่กำเนิด สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการดื่มน้ำน้อย พักผ่อนไม่พอ สภาพอากาศแปรปรวน หรือการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่รุนแรงจนทำลายเกราะป้องกันผิว การดูแลจึงต้องเน้นดื่มน้ำวันละ 2 ลิตร ปรับอาหาร และใช้สกินแคร์กลุ่มเติมน้ำและล็อกความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของ Hyaluronic Acid, Ceramide หรือ Niacinamide เพื่อฟื้นบำรุงผิวให้กลับมาอิ่มน้ำและแข็งแรงยิ่งขึ้น

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับผิวแห้งขาดน้ำ (FAQ)

 

ผิวแห้งมากควรทานอะไร?

การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เป็นตัวช่วยฟื้นบำรุงผิวแห้งจากภายใน ควรเน้นกลุ่มอาหารที่มีไขมันดีหรือโอเมกา 3 เช่น ปลาแซลมอน อาโวคาโด และถั่วชนิดต่างๆ ควบคู่ไปกับการเลือกทานผักผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูงอย่างแตงกวา ทับทิม และผักใบเขียว สารอาหารเหล่านี้จะเข้าไปช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กลับมาเนียนนุ่ม สดใส ฉ่ำน้ำ และมีเกราะป้องกันผิวที่แข็งแรงขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

 

วิตามินอะไรบ้าง ที่ช่วยเรื่องผิวแห้ง?

การเลือกเสริมวิตามินที่เหมาะสมเป็นกุญแจสำคัญในการฟื้นบำรุงผิวแห้งให้กลับมาชุ่มชื้น โดยมีวิตามินอี  วิตามินซี วิตามินเอ และวิตามินบีรวม โดยเฉพาะ B3 (Niacinamide) ที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรง และ B5 (Panthenol) ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้น

 

ทำไมผิวถึงแห้ง ทั้งที่ดูแลผิวเป็นประจำ?

สาเหตุของผิวขาดน้ำอาจเกิดจากเกราะป้องกันผิวเสียหายและการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่เหมาะสมกับสภาพผิว ผสมผสานกับปัจจัยภายนอกที่ทำลายน้ำมันตามธรรมชาติ เช่น การอาบน้ำร้อนจัดหรือการอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานานจนผิวสูญเสียความสามารถในการกักเก็บความชื้น 

 

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยภายในที่สำคัญอย่างอายุที่เพิ่มขึ้น ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันลดลง รวมถึงพันธุกรรม ภาวะการขาดวิตามิน และความเครียดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพผิว

 

ผิวมันต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ไหม?

สำหรับคนผิวมัน การใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ถือเป็นขั้นตอนที่จำเป็น เพราะหากผิวขาดความชุ่มชื้นร่างกายจะยิ่งกระตุ้นการผลิตน้ำมันออกมามากกว่าปกติเพื่อชดเชยน้ำที่เสียไป การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรเนื้อบางเบา เช่น เนื้อเจล โลชั่น หรือสูตร Water-based จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นและปรับสมดุลระหว่างน้ำกับน้ำมันบนผิวได้อย่างเหมาะสม

 

ดื่มน้ำมากๆ ช่วยเรื่องผิวขาดน้ำได้จริงไหม?

การดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอช่วยฟื้นบำรุงผิวขาดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเป็นการเติมความชุ่มชื้นจากภายในสู่ภายนอกที่ช่วยลดความหยาบกร้านและคืนความเนียนนุ่มให้แก่ผิว การรักษาปริมาณการดื่มน้ำให้ได้ประมาณวันละ 2 ลิตร จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ผิวกลับมาดูอิ่มน้ำ สดใส และลดปัญหาความแห้งกร้านได้

 

ผิวขาดน้ำต้องใช้เวลาฟื้นบำรุงนานแค่ไหน?

การฟื้นบำรุงผิวขาดน้ำให้กลับมามีสุขภาพดี โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1-4 สัปดาห์ หากได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอและถูกวิธี โดยจะเริ่มสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นที่เพิ่มขึ้นภายในเพียงไม่กี่วัน และผิวจะกลับมาแข็งแรงสมดุลเต็มที่

 

ผิวขาดน้ำทำให้เกิดสิวไหม?

ภาวะผิวขาดน้ำเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวได้ เมื่อผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ร่างกายจะเร่งผลิตน้ำมันส่วนเกินออกมาเคลือบผิวเพื่อชดเชยน้ำที่หายไป ซึ่งน้ำมันที่มากเกินพอดีนี้มักเข้าไปอุดตันในรูขุมขน จนกลายเป็นสาเหตุของสิวอุดตันและสิวอักเสบที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ

 

ผิวแพ้ ระคายง่ายกับผิวขาดน้ำเหมือนกันไหม?

ความแตกต่างทั้งสองประเภทนี้สังเกตได้จากอาการแสดงที่ชัดเจน โดยผิวแพ้ง่าย คือภาวะที่เกราะป้องกันผิวอ่อนแอผิดปกติจนไวต่อปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่น มลภาวะ สภาพอากาศ หรือส่วนประกอบในเครื่องสำอาง ซึ่งมักรู้สึกระคายผิวได้ง่าย ในขณะที่ผิวขาดน้ำ เป็นภาวะที่ชั้นผิวขาดน้ำหล่อเลี้ยง ส่งผลให้ผิวรู้สึกแห้งตึง หมองคล้ำ รูขุมขนกว้าง และแต่งหน้าไม่ติดทน

 

ผิวขาดน้ำควรแต่งหน้าอย่างไรให้ติดทน?

การแต่งหน้าให้ติดทนสำหรับคนผิวขาดน้ำ ควรเริ่มจากการลงสกินแคร์ที่มีส่วนผสมของไฮยาลูรอนหรือกลีเซอรีนเพื่อเตรียมผิวให้อิ่มน้ำ จากนั้นเลือกใช้รองพื้นเนื้อดิวอี้หรือคุชชั่นสูตรเติมความชุ่มชื้นแทนการใช้แป้งผสมรองพื้นที่มีเนื้อแห้งเกินไป และเปลี่ยนจากการเติมแป้งระหว่างวันมาเป็นการใช้สเปรย์น้ำแร่เพื่อล็อกเมกอัปแทน

 

ผิวขาดน้ำ ใช้ปิโตรเลียมเจลลีได้ไหม?

สามารถใช้ปิโตรเลียมเจลลีเป็นตัวช่วยเสริมในการกักเก็บความชุ่มชื้นได้ โดยมีคุณสมบัติหลักคือการสร้างชั้นฟิล์มเคลือบผิวเพื่อล็อกไม่ให้น้ำระเหยออกไป อย่างไรก็ตาม ควรใช้ในปริมาณเพียงเล็กน้อยและทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายหลังจากลงมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อบางเบาเรียบร้อยแล้ว

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮดราบิโอ

ทำความสะอาดและบำรุงผิว

ผิวขาดน้ำ

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮดราบิโอ (Hydrabio)

Bioderma ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮดราบิโอ

ทุกสภาพผิว (ผิวแห้ง ผิวมัน ผิวผสม) อาจประสบปัญหาผิวขาดน้ำได้  ซึ่งปัญหาผิวขาดน้ำจะส่งผลให้ผิวแห้งตึงและสีผิวดูหมองคล้ำลง

ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มไฮดราบิโอ (Hydrabio) คือผลิตภัณฑ์ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อผิวขาดน้ำโดยเฉพาะ ซึ่งประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในชีวิตประจำวันตั้งแต่ขั้นตอนการทำความสะอาดจนถึงการดูแลผิว  ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดสำหรับผิวขาดน้ำ (ไมเซล่า วอเตอร์ และน้ำนม ) เซรั่มเพิ่มความชุ่มชื้น ... เลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวประจำวันให้ตัวคุณเลย!