Key Takeaway

  • เรตินอลคือวิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ที่เร่งการผลัดเซลล์ผิว เมื่อผิวผลัดตัวเร็วขึ้น เกราะป้องกันผิวอาจอ่อนแอชั่วคราว ทำให้ผิวลอก แห้ง หรือระคายได้ง่าย
  • ใช้เรตินอลหน้าแห้ง หน้าดำ หรือมีอาการหน้าลอก ระคาย และไวต่อแสงแดด โดยเฉพาะช่วงเริ่มใช้หรือเมื่อใช้ความเข้มข้นสูงเกินไป
  • วิธีแก้อาการใช้เรตินอลแล้วหน้าลอก ให้หยุดใช้ชั่วคราว 3 - 7 วัน เติมความชุ่มชื้นให้ผิว เลี่ยงสกินแคร์ออกฤทธิ์แรงต่อผิว และทากันแดดอย่างสม่ำเสมอ
  • วิธีเลือกเรตินอลให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ เลือกสูตรอ่อนโยน มีมอยส์เจอร์ไรเซอร์ผสม และเริ่มใช้สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้งก่อน

 

หลายคนเริ่มใช้เรตินอลด้วยความตั้งใจอยากให้ผิวดูเรียบเนียนและริ้วรอยจางลง แต่สิ่งที่เจอกลับเป็นผิวลอก แห้ง หรือแสบแบบไม่ทันตั้งตัว ความจริงแล้ว ใช้เรตินอลแล้วหน้าลอกเป็นอาการที่พบได้บ่อย และแก้ได้ด้วยวิธีอ่อนโยน ไม่จำเป็นต้องฝืนใช้ต่อทันที ช่วงแรกควรหยุดใช้เรตินอลประมาณ 3 - 7 วัน เพื่อให้ผิวได้พัก

 

จากนั้นเน้นเติมความชุ่มชื้นให้ผิวเป็นหลัก ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนลงเรตินอล เลี่ยงสกินแคร์ออกฤทธิ์แรงกับผิวทุกชนิด และอย่าลืมทากันแดดอย่างสม่ำเสมอ บทความนี้จะพาไปดูว่าอาการหน้าลอกจากเรตินอลเกิดจากอะไร และดูแลผิวอย่างไรให้แข็งแรง

เรตินอลคืออะไร? ทำไมผิวถึงลอกง่ายกว่าปกติ

เรตินอล (Retinol) เป็นวิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid) ที่ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิวและสร้างคอลลาเจน ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและริ้วรอยค่อยๆ จางลง เมื่อผิวผลัดตัวเร็วขึ้น เซลล์ผิวเก่าจะหลุดออกก่อนที่ผิวใหม่ฟื้นตัวเต็มที่ จึงเกิดอาการลอก แห้ง หรือเป็นขุยได้ง่าย โดยเฉพาะในช่วงเริ่มใช้ 

 

นอกจากนี้ เรตินอลยังอาจรบกวนเกราะป้องกันผิวชั่วคราว ทำให้ผิวไวต่อการระคายมากขึ้น จึงพบอาการผิวลอกหรือแห้งตึงได้ถ้าผิวไม่ได้เติมความชุ่มชื้นเพียงพอ

 

ใช้เรตินอลแล้วมีผลข้างเคียงอย่างไร?

เรตินอลเป็นสารที่ออกฤทธิ์กับผิวโดยตรง ถึงให้ผลดีเรื่องริ้วรอยและผิวเรียบเนียน แต่ในช่วงเริ่มใช้ ผิวอาจต้องใช้เวลาปรับตัวและแสดงอาการข้างเคียงออกมา

  • ผิวแห้ง ลอก เป็นขุย โดยเฉพาะบริเวณรอบปากและจมูก
  • ผิวแสบ หรือรู้สึกร้อนผิวในบางช่วง
  • ผิวไวต่อแสงแดดมากขึ้น ถ้าไม่ทากันแดดอาจเกิดการระคายได้
  • ผิวอ่อนแอ ระคายง่าย เมื่อใช้ร่วมกับสกินแคร์เข้มข้น ออกฤทธิ์แรง
  • ใช้เรตินอลสิวขึ้นหรือสิวเห่อชั่วคราวในช่วงแรกๆ ของการใช้งาน

“แพ้เรตินอล” หรือ “อาการปกติของผิวปรับตัว” ดูได้อย่างไร?

ในช่วงเริ่มใช้เรตินอลอาจสับสนว่าอาการที่เกิดขึ้นคือผิวกำลังปรับตัวตามปกติ หรือเป็นสัญญาณของการแพ้จริงๆ การสังเกตลักษณะอาการและความรุนแรงจะช่วยแยกความแตกต่างได้ชัดเจนมากขึ้น

 

อาการปกติ

  • ผิวแห้ง ลอก หรือเป็นขุยเล็กน้อยในช่วง 1 - 3 สัปดาห์แรก
  • รู้สึกตึงหรือแสบเล็กน้อย แต่ไม่รุนแรง
  • อาการค่อยๆ ดีขึ้นเมื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
  • ไม่มีผื่นหรืออาการระคายผิวรุนแรง 

 

อาการแพ้เรตินอล

  • ผิวแสบ หรือระคายมากผิดปกติ
  • มีผื่น ตุ่ม หรือผิวอักเสบชัดเจน
  • อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงแม้หยุดใช้เรตินอลแล้ว
  • รู้สึกเจ็บผิวหรือแสบผิวต่อเนื่อง

วิธีแก้อาการใช้เรตินอลแล้วหน้าลอก ทำได้อย่างไร?

เมื่อผิวเริ่มลอก แห้ง หรือแสบจากการใช้เรตินอล สิ่งสำคัญคือไม่ฝืนใช้ต่อทันที แต่ควรให้ผิวได้พักและฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิวก่อน เพื่อให้อาการดีขึ้น 

 

1. หยุดใช้เรตินอลชั่วคราว 3 - 7 วัน

เมื่อผิวเริ่มลอก แห้ง หรือแสบ ควรหยุดใช้เรตินอลชั่วคราว 3 - 7 วัน เพื่อให้ผิวได้พักและฟื้นตัว ช่วงนี้ให้โฟกัสการดูแลผิวแบบอ่อนโยน เลี่ยงสกินแคร์ที่ออกฤทธิ์แรง และงดการผลัดเซลล์ผิวทุกชนิด เพื่อให้เกราะป้องกันผิวค่อยๆ กลับมาแข็งแรง ลดโอกาสลอกและระคายผิวก่อนกลับมาใช้เรตินอลอีกครั้งอย่างเหมาะสม

 

2. เติมความชุ่มชื้นให้ผิว

เมื่อใช้เรตินอลหน้าลอก สิ่งสำคัญคือการเติมและกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวเพียงพอ ควรเลือกมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อเข้มข้นที่ช่วยฟื้นบำรุงเกราะป้องกันผิว และทาเป็นประจำทั้งเช้า - เย็น สูตรที่มี Ceramide จะช่วยเสริมความแข็งแรงของผิว ขณะที่ Panthenol และ Niacinamide แบบอ่อนโยนช่วยปลอบประโลม ลดโอกาสระคายและทำให้ผิวค่อยๆ กลับมานุ่มสบาย ช่วยเรื่องผิวลอกได้ดี

 

Sensibio Defensive Serum เซรั่มเนื้อบางเบาสำหรับผิวแพ้ ระคายง่าย ที่กังวลทั้งริ้วรอยแรกเริ่มและผิวที่ดูอ่อนแอจากมลภาวะ ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิว ปลอบประโลมเร็ว ให้ผิวชุ่มชื้น 24 ชั่วโมง ดูเรียบเนียน กระจ่างใส และทนต่อปัจจัยภายนอกได้ดีขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง

 

3.ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนเรตินอล

การใช้เทคนิค Buffering คือการทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บางๆ ก่อนลงเรตินอล เพื่อช่วยลดโอกาสระคายผิวและชะลอความแรงของตัวยา วิธีนี้เหมาะมากสำหรับคนที่มีผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย เพราะมอยส์เจอร์ไรเซอร์จะทำหน้าที่เป็นชั้นป้องกัน ช่วยให้ผิวรับเรตินอลได้อ่อนโยนขึ้น ลดโอกาสเกิดอาการแห้ง ลอก และกรณีใช้เรตินอลแสบหน้า โดยยังคงได้ประโยชน์จากเรตินอลอยู่

 

Sensibio Defensive Cream ครีมสำหรับผิวแพ้ ระคายง่าย ที่ต้องเจอทั้งมลภาวะ ช่วยให้ผิวแข็งแรงขึ้น ไม่รู้สึกหนักหน้าหรือเหนอะหนะ ด้วย Defensive Technology ผสานคาร์โนซีนและวิตามินอีเป็นแอนติออกซิแดนท์ ดูแลผิวจากสิ่งกระตุ้น พร้อมเสริมเกราะป้องกันผิว ปลอบประโลมผิวระคายให้รู้สึกสบายขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง

 

4. หลีกเลี่ยงสกินแคร์กัดผิวทุกชนิด

ช่วงที่ใช้เรตินอลแล้วหน้าลอก ควรงดสกินแคร์ที่ออกฤทธิ์แรงทุกชนิด เพื่อไม่ให้ผิวถูกกระตุ้นซ้ำ ไม่ควรใช้ AHA / BHA วิตามินซีความเข้มข้นสูง หรือสครับ เพราะจะยิ่งเร่งการผลัดผิวและทำให้ผิวแห้งลอกรุนแรงขึ้น การพักผิวและเน้นบำรุงแบบอ่อนโยนจะช่วยให้ผิวฟื้นบำรุงเร็วขึ้นและลดโอกาสระคายผิวได้ดี

 

5. หมั่นทากันแดด

เมื่อใช้เรตินอล ผิวจะไวต่อแสงแดดมากกว่าปกติ ถ้าไม่ดูแลผิว แดดจะยิ่งกระตุ้นให้ผิวแห้ง ลอก และระคายง่ายขึ้น ควรทาครีมกันแดดทุกเช้าเป็นประจำ เลือกสูตรอ่อนโยน ไม่ระคายผิว ปราศจากน้ำหอม แอลกอฮอล์เข้มข้น เนื้อบางเบา ซึมง่าย ลดโอกาสอุดตันโดยเฉพาะเมื่อผิวกำลังระคายจากเรตินอล และมี SPF 50+ และ PA+++ ขึ้นไป ห่างไกลจากรังสี UVA / UVB เพื่อช่วยลดโอกาสทำร้ายผิวและฟื้นบำรุงผิวในช่วงที่กำลังปรับตัวจากเรตินอล

 

Photoderm XDefense กันแดดเนื้อบางเบาช่วยดูแลผิวจากรังสี UVA / UVB สาเหตุผิวไหม้และริ้วรอยก่อนวัย หรือมลภาวะที่ทำร้ายผิวในแต่ละวัน ช่วยดีท็อกซ์ ฟื้นบำรุงให้ผิวดูกระจ่างใส แข็งแรง สมดุลขึ้นเมื่อใช้เป็นประจำ 

 

เมื่อไรควรหยุดใช้เรตินอลทันที?

ถ้าใช้เรตินอลแล้วผิวเริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ ไม่ควรฝืนใช้ต่อ เพราะอาจทำให้ผิวอ่อนแอลงมากกว่าเดิม

  • ผิวแสบ หรือระคายมากผิดปกติ จนรู้สึกไม่สบายผิว
  • อาการไม่ดีขึ้นแม้หยุดใช้สกินแคร์ระคายผิวแล้วหลายวัน
  • ผิวลอกเป็นแผ่นใหญ่ เจ็บผิว หรือแสบจนแตะหน้าแทบไม่ได้
  • มีผื่น ตุ่ม บวม หรือน้ำเหลือง ซึ่งเป็นสัญญาณของการแพ้
  • มีแผลเปิด หรือผิวไหม้แดดเห็นชัด ควรหยุดใช้ทันทีและฟื้นบำรุงผิวก่อน
  • ถ้าตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ควรหยุดและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังก่อน

 

ใช้เรตินอลกี่เดือนเห็นผล?

เรตินอลเป็นสกินแคร์ที่ต้องใช้เวลาให้ผิวปรับตัว ผลลัพธ์ไม่ได้มาแบบทันที แต่ถ้าใช้ต่อเนื่องถูกวิธี จะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดขึ้นทีละช่วง

  • ช่วง 2 - 4 สัปดาห์แรก อาจมีผิวลอก แห้ง หรือแดง เป็นช่วงที่ผิวกำลังปรับตัว
  • ประมาณ 6 - 8 สัปดาห์ ผิวเริ่มเรียบขึ้น สีผิวสม่ำเสมอขึ้น และรูขุมขนดูละเอียดขึ้น
  • ช่วง 3 เดือนขึ้นไป ริ้วรอยตื้นๆ ดูดีขึ้น ผิวดูกระชับและแข็งแรงมากขึ้น
  • ถ้าต้องการผลลัพธ์ระยะยาว ควรใช้ต่อเนื่องพร้อมทากันแดดทุกวัน

วิธีเลือกเรตินอลให้เหมาะกับผิวแพ้ง่าย

ผิวแพ้ง่ายต้องเลือกเรตินอลอย่างระมัดระวัง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เรื่องผิวเรียบเนียน ไม่ทำให้ผิวระคายเกินไป

  • เลือกความเข้มข้นต่ำ เริ่มตั้งแต่ 0.1 - 0.3% เพื่อให้ผิวค่อยๆ ปรับตัว
  • เลือกสูตรอ่อนโยน ปราศจากแอลกอฮอล์ น้ำหอม และสารระคายผิว
  • เลือกเนื้อผลิตภัณฑ์แบบครีมหรือโลชั่น เพราะช่วยดูแลความชุ่มชื้นได้ดีกว่าแบบเจล
  • เลือกสูตรที่ผสานมอยส์เจอร์ไรเซอร์ เช่น Ceramide, Panthenol หรือ Niacinamide
  • เลือกแบรนด์ที่ระบุว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่าย หรือผ่านการทดสอบทางผิวหนัง
  • เริ่มใช้สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้งก่อน แล้วค่อยเพิ่มความถี่เมื่อผิวแข็งแรงขึ้น

 

Sebium Sensitive ในฐานะตัวเลือกสำหรับคนที่แพ้เรตินอล หรือมีผิวแพ้ ระคายง่าย เพราะใช้ Bakuchiol มีคุณสมบัติคล้ายเรตินอล ดูแลปัญหาสิวและการอุดตันอย่างอ่อนโยน ช่วยปลอบประโลมผิว ลดโอกาสทิ้งรอย ให้ความชุ่มชื้นยาวนาน และแป้งผสมสังกะสีช่วยคุมมัน เผยผิวชุ่มชื้นแต่ไม่เหนอะหนะ

 

สรุป

การใช้เรตินอลแล้วหน้าลอกเป็นอาการที่พบได้ในช่วงที่ผิวกำลังปรับตัว ไม่ควรฝืนใช้ต่อถ้าผิวแสบ แดง หรือระคายมาก ควรหยุดใช้ชั่วคราวประมาณ 3 - 7 วัน แล้วเน้นดูแลผิวอย่างอ่อนโยน เติมความชุ่มชื้นด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์เนื้อเข้มข้น และสามารถใช้เทคนิคทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ก่อนเรตินอลเพื่อลดโอกาสระคายผิวได้ 

ควรงดสกินแคร์ที่ออกฤทธิ์แรง เช่น AHA / BHA วิตามินซีเข้มข้น หรือสครับ และต้องทาครีมกันแดดทุกวัน เพราะช่วงนี้ผิวไวต่อแดดเป็นพิเศษ ถ้ามีอาการแดงจัด เจ็บผิว ผื่น หรืออาการไม่ดีขึ้น ควรหยุดใช้ทันทีและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง เพื่อให้ผิวค่อยๆ แข็งแรงขึ้น

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้เรตินอลแล้วหน้าลอก (FAQ)

 

Retinol ควรใช้ทุกวันไหม?

ระยะแรกไม่ควรใช้ทุกวัน ควรเริ่มสัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง แล้วค่อยเพิ่มเป็นวันเว้นวัน เมื่อผิวเริ่มชินจึงค่อยพิจารณาใช้ทุกคืนได้ถ้าไม่แห้งลอกหรือแดง หลักๆ คือสังเกตผิวตัวเอง ถ้ามีอาการระคายให้ลดความถี่ลง เพราะความสม่ำเสมอระยะยาวสำคัญกว่าการใช้ถี่เกินไป

 

ใครไม่ควรใช้ Retinol?

สตรีตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือกำลังวางแผนตั้งครรภ์ไม่ควรใช้เรตินอลและอนุพันธ์วิตามินเอทุกชนิด เนื่องจากเสี่ยงรบกวนพัฒนาการของทารก นอกจากนี้ คนที่ผิวแพ้ง่ายมาก มีผื่นอยู่แล้ว หรือใช้ยาดูแลสิว ยาลอกผิวแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้เพื่อลดโอกาสระคาย

 

Retinol ห้ามทาคู่กับอะไร?

โดยทั่วไป ไม่ควรใช้เรตินอลซ้อนกับ AHA / BHA ความเข้มข้นสูง หรือสครับแรงๆ ในรูทีนเดียวกัน เพราะจะทำให้ผิวระคาย แห้ง และลอกง่ายมากขึ้น ควรเลี่ยงทาร่วมกับเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (Benzoyl Peroxide) เวลาเดียวกัน เนื่องจากอาจลดประสิทธิภาพกันและเพิ่มการระคายได้ ควรแยกใช้คนละเวลาและคนละวันถ้าจำเป็นต้องใช้ทั้งสองอย่าง

 

Vit C ใช้คู่กับ Retinol ได้ไหม?

ใช้ร่วมในรูทีนเดียวกันได้ แต่ไม่ควรลงพร้อมกันในเวลาเดียวกัน แนะนำให้ใช้วิตามินซีตอนเช้าเพื่อเสริมการดูแลผิว และใช้เรตินอลตอนกลางคืนเพื่อซ่อมแซมผิว การแยกเช้า - เย็นแบบนี้ช่วยลดโอกาสระคายผิวและยังคงให้ผลลัพธ์ดีจากทั้งสองตัว โดยต้องไม่ลืมทากันแดดทุกเช้าเสมอ