Bakuchiol กับ Retinol ส่วนผสมลดเลือนริ้วรอย เทียบชัดต่างกันอย่างไร
Retinol เป็นวิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ ลดดริ้วรอย กระตุ้นการผลัดผิว เสริมคอลลาเจน แต่ Bakuchiol สารสกัดจากพืช เป็นเรตินอลสายธรรมชาติ คล้ายเรตินอล แต่ระคายผิวน้อยกว่า
Retinol เป็นวิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ ลดดริ้วรอย กระตุ้นการผลัดผิว เสริมคอลลาเจน แต่ Bakuchiol สารสกัดจากพืช เป็นเรตินอลสายธรรมชาติ คล้ายเรตินอล แต่ระคายผิวน้อยกว่า
Key Takeaway
บางคนไม่รู้จะเลือกตัวไหนให้ผิวดูดีแบบเห็นผล แต่ยังสบายผิวอยู่ทุกวัน ระหว่าง Retinol วิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ ลดโอกาสเกิดริ้วรอย กระตุ้นการผลัดผิว เสริมคอลลาเจน กับอีกตัวที่มาแรงอย่าง Bakuchiol สารสกัดจากพืช เป็นเรตินอลสายธรรมชาติ ออกแนวคล้ายเรตินอล แต่ระคายผิวน้อยกว่า
บทความนี้จะพาไปแยกให้ชัดว่า Bakuchiol กับ Retinol ต่างกันอย่างไร Bakuchiol และเรตินอลทาตอนไหน เหมาะกับใคร และควรเริ่มใช้แบบไหนถึงจะเห็นผลแบบไม่ทำให้ผิวระคายเกินไป
ถ้ากำลังหา Bakuchiol Serum หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Bakuchiol แนะนำ Sebium Sensitive มอยส์เจอร์ไรเซอร์สำหรับผิวเป็นสิวง่ายที่ทั้งบอบบางและระคายง่าย ช่วยให้ผิวชุ่มชื้น อิ่มฟู และรู้สึกสบายขึ้น ผสาน Bakuchiol กับสิทธิบัตร Fluidactiv™ เทคโนโลยี Seborestore ช่วยปรับสมดุลน้ำมันบนผิว ขณะเดียวกัน Inflastop complex™ ช่วยปลอบประโลม ลดโอกาสเกิดรอย พร้อมแป้งผสมสังกะสีช่วยควบคุมความมัน เผยผิวเนียนไม่มันเงา
1.ผิวมัน เป็นสิวง่าย
เป็นผิวที่มีน้ำมันส่วนเกิน รูขุมขนอุดตันง่าย และเกิดสิวได้บ่อย Retinol ช่วยเร่งการผลัดเซลล์และลดโอกาสเกิดอุดตันได้ดี เหมาะกับผิวที่ค่อนข้างแข็งแรง แต่ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำ ถ้าผิวระคายง่าย Bakuchiol จะเป็นตัวเลือกที่อ่อนโยนกว่า
2.ผิวแห้ง ขาดน้ำ
เป็นผิวที่ตึง ลอกง่าย และกักเก็บความชุ่มชื้นได้ไม่ดี Bakuchiol เหมาะกว่า เพราะช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอยโดยไม่ดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว ถ้าต้องการใช้ Retinol ควรใช้คู่กับ มอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เข้มข้นและลดความถี่ในการใช้
3.ผิวแพ้ง่ายมาก
เป็นผิวที่ระคายง่าย แดงหรือแสบได้บ่อย Bakuchiol เป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์กว่า เนื่องจากอ่อนโยนและไม่รบกวนเกราะผิว ส่วน Retinol ควรหลีกเลี่ยงหรือใช้ภายใต้คำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง
Bakuchiol สามารถทาได้ทุกวัน เพราะมีความอ่อนโยนและไม่ทำให้ผิวไวต่อแสง ใช้ได้ทั้งตอนเช้าและก่อนนอน เหมาะกับการบำรุงผิวอย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวัน ส่วน Retinol ไม่ควรทาทุกวันในช่วงเริ่มต้น ควรใช้เฉพาะตอนกลางคืน สัปดาห์ละ 2 - 3 ครั้ง เพื่อให้ผิวปรับตัว เมื่อผิวแข็งแรงขึ้นจึงค่อยเพิ่มความถี่ และต้องทาครีมกันแดดในตอนเช้าทุกครั้งด้วย
Retinol ไม่เหมาะกับคนท้องและให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการใช้เรตินอยด์ทุกชนิดในช่วงตั้งครรภ์และให้นม เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทารก
1.เริ่มใช้ Retinol ทีละน้อย ควรเริ่มจากความเข้มข้นต่ำและความถี่น้อย เพื่อลดโอกาสผิวแห้ง ลอก หรือระคาย
2.ทาครีมกันแดดเป็นประจำ คนที่ใช้ Retinol ต้องทากันแดดทุกวัน เพราะผิวจะไวต่อแสงมากขึ้น ส่วน Bakuchiol แม้อ่อนโยนกว่า แต่ก็ยังต้องดูแลผิวจากแสงแดดอยู่
3.หลีกเลี่ยงใช้ร่วมกับสารระคายฤทธิ์แรง ทั้ง Retinol และ Bakuchiol ไม่ควรใช้พร้อมกรดผลัดเซลล์ผิวหรือสกินแคร์เข้มข้นในเวลาเดียวกัน
4.ทดสอบการแพ้ก่อนใช้จริง ควรทดสอบที่ผิวบริเวณเล็กๆ ก่อนใช้ทั่วหน้า โดยเฉพาะคนที่มีผิวแพ้ง่าย
Bakuchiol กับ Retinol เป็นส่วนผสมที่ช่วยดูแลผิวเรื่องริ้วรอยและความเรียบเนียน ต่างกันที่ความแรงและความอ่อนโยน Retinol เป็นวิตามินเอกลุ่มเรตินอยด์ ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระตุ้นคอลลาเจน แต่มีโอกาสทำให้ผิวแห้ง ลอก หรือระคายได้
ขณะที่ Bakuchiol เป็นสารสกัดจากพืช ให้ผลลัพธ์คล้ายเรตินอลแต่ระคายน้อยกว่า เหมาะกับผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย Retinol เหมาะกับผิวที่แข็งแรงและต้องการผลลัพธ์รวดเร็ว ส่วน Bakuchiol เหมาะกับการใช้ทุกวันและการดูแลผิวระยะยาว การเลือกใช้จึงควรพิจารณาจากสภาพผิว ไลฟ์สไตล์ และความทนของผิวเป็นหลัก
ใช้ร่วมกันได้ แต่เหมาะกับคนผิวแข็งแรงพอสมควรและต้องคุมรูทีนดีๆ นิยมให้ Bakuchiol ช่วยเสริมผลลัพธ์และลดโอกาสระคายผิวจาก Retinol แนะนำเริ่มจากความถี่น้อย ทดสอบการระคายก่อน และใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์กับกันแดดด้วยเพื่อลดโอกาสผิวแห้งลอก
มีโอกาสดันสิวได้บ้าง เพราะ Bakuchiol ช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์และขจัดสิ่งอุดตันคล้ายเรตินอยด์ แต่โดยทั่วไป ออกฤทธิ์เบากว่าและสั้นกว่าการใช้ Retinol จะเห็นเป็นสิวหัวขาวหรือสิวเม็ดเล็กๆ ในโซนที่ปกติสิวขึ้นง่าย และจะดีขึ้นใน 1 - 8 สัปดาห์ถ้าผิวทนได้
Bakuchiol ไม่ใช่กรดผลัดเซลล์โดยตรง แต่มีส่วนช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนเซลล์ผิว ทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นและผิวได้รับการผลัดอย่างอ่อนโยน แต่ไม่ทำให้ผิวลอกเป็นแผ่นชัดๆ แบบเรตินอลหรือกรดแรงๆ อย่าง AHA, BHA ยังใช้ควบคู่กับผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิวแบบอ่อนโยนอื่นได้อย่างพอดี