วิธีการดูแลผิว
โทนเนอร์คืออะไร จำเป็นไหม ใช้ตอนไหนดี เลือกอย่างไรให้เหมาะกับผิว
โทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้หลังล้างหน้า มีส่วนช่วยทำความสะอาดสิ่งตกค้างที่ล้างหน้าไม่หมด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปรับสมดุลผิวรูให้ขุมขนเปิดก่อนลงสกินแคร์ขั้นต่อไป
วิธีการดูแลผิว
โทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้หลังล้างหน้า มีส่วนช่วยทำความสะอาดสิ่งตกค้างที่ล้างหน้าไม่หมด ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ปรับสมดุลผิวรูให้ขุมขนเปิดก่อนลงสกินแคร์ขั้นต่อไป
Key Takeaway
หลังล้างหน้าเสร็จ หลายคนอาจรู้สึกว่าผิวยังไม่คลีนพอ เหมือนยังมีอะไรติดค้างอยู่บนผิว โทนเนอร์จึงเข้ามาช่วยเติมเต็มขั้นตอนบำรุงผิวให้มีประสิทธิภาพขึ้น เพราะโทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ใช้หลังล้างหน้า ช่วยกวาดล้างสิ่งตกค้างที่ล้างหน้าไม่หมด เติมความชุ่มชื้นให้ผิว พร้อมปรับสมดุลให้รูขุมขนเปิดรับสกินแคร์ขั้นต่อไปได้ดีขึ้น เหมือนเป็นตัวตั้งต้นที่ทำให้ทุกขั้นตอนต่อจากนี้ทำงานเต็มที่ขึ้น ให้ผิวแลดูเนียน อ่อนโยน และสุขภาพดีขึ้นด้วย
เชื่อว่าหลายคนที่ใช้สกินแคร์ต้องมี ‘โทนเนอร์’ ติดมือไว้แน่นอน แต่อาจยังไม่รู้ว่าโทนเนอร์คืออะไร ใช้ตอนไหนได้บ้าง จำเป็นไหม แล้วผิวหน้าของเราเหมาะกับโทนเนอร์ประเภทไหน บทความนี้จะมาไขคำตอบกัน!
โทนเนอร์ (Toner) คือผลิตภัณฑ์สกินแคร์ ช่วยให้หน้ามีผิวชุ่มชื้น รูขุมขนพร้อมเปิดรับสารบำรุงในขั้นตอนต่อไป เพราะการใช้โทนเนอร์อยู่ขั้นตอนแรกของการบำรุงผิวหลังทำความสะอาดผิวหน้าด้วยคลีนซิ่ง และเจลล้างหน้ามาแล้ว
โทนเนอร์มีส่วนสำคัญช่วยดูแลสมดุลผิว พื้นฐานที่ทำให้ผิวแข็งแรง เป็นเกราะป้องกันผิว ที่สำคัญ โทนเนอร์ยังช่วยให้ผิวหน้ารับการบำรุงเข้าสู่ผิวล้ำลึกกว่าการไม่ใช้โทนเนอร์เช็ดหน้า จึงเป็นเหมือนตัวช่วยที่ทำให้ครีม เซรั่ม หรือมอยส์เจอร์ไรเซอร์ที่เราลงต่อจากนี้ทำงานได้ดีกว่าเดิม
โทนเนอร์จำเป็นไหม? เป็นคำถามที่หลายคนสงสัยว่าถ้าข้ามขั้นตอนนี้ไปจะกระทบผิวแค่ไหน คำตอบคือไม่ถึงกับทำให้ผิวแย่ลง แต่การใช้โทนเนอร์จะช่วยเสริมให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และรับสกินแคร์ขั้นต่อไปได้ดีกว่าเดิม มาดู 7 คุณสมบัติโทนเนอร์ที่จะทำให้รู้สึกว่า “ไม่ใช้ไม่ได้แล้ว!”
1. ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น
เติมความชุ่มชื้น ทำให้ผิวไม่ตึงหรือแห้งจนสูญเสียความยืดหยุ่นตามธรรมชาติ ลดแนวโน้มเกิดริ้วรอยร่องตื้น ส่วนผสมอย่างวิตามิน แร่ธาตุ สารบำรุงอื่นๆ โดยเฉพาะสูตร Anti-aging ช่วยเพิ่มคอลลาเจน ทำให้โครงสร้างผิวแข็งแรง ผิวหน้ายกกระชับขึ้น
2. มอบความชุ่มชื้นให้ผิวหน้า
ช่วยมอบความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยการเติมน้ำให้ผิวหลังล้างหน้า ช่วยลดความแห้งตึงและทำให้ผิวรู้สึกสบายขึ้น โดยเฉพาะส่วนผสมกรดไฮยาลูรอนิก (Hyaluronic Acid) หรือกลีเซอรีน (Glycerin) ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไว้ในผิว ทำให้ผิวอิ่มฟู นุ่มลื่น และพร้อมรับสกินแคร์ขั้นต่อไปได้ดี
3. ควบคุมความมันบนใบหน้า
โดยลดน้ำมันส่วนเกินที่ค้างอยู่หลังล้างหน้า พร้อมปรับสมดุลผิวไม่ให้ผลิตน้ำมันมากเกินไป ส่วนผสมอย่างไนอะซินามายด์ (Niacinamide) หรือ Witch Hazel ยังช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวดูเรียบเนียน ผิวไม่มันเยิ้มระหว่างวัน รองพื้นหรือเมกอัปติดทนขึ้น
4. ช่วยผลัดเซลล์ผิวและกระชับรูขุมขน
ทำให้ผิวดูเรียบเนียนและไม่เกิดการอุดตันง่าย เมื่อสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกินลดลง รูขุมขนจะดูกระชับขึ้น ผิวที่ผลัดเซลล์สม่ำเสมอทำให้ผิวดูละเอียดและกระจ่างใสขึ้น
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สิวเสี้ยน อีกหนึ่งสาเหตุรูขุมขนกว้าง
5. ช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส
เช็ดสิ่งสกปรกและเซลล์ผิวที่ตายแล้ว ที่เป็นตัวการทำให้ผิวดูหม่นและไม่สดใส ช่วยให้สีผิวสม่ำเสมอ ลดโอกาสเกิดรอยหมองคล้ำ และทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้น
โทนเนอร์มีหลายประเภทตามการทำงานของผิว แต่ละประเภทช่วยเสริมการดูแลผิวให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละคน ประเภทของโทนเนอร์แบ่งได้ 3 แบบ ดังนี้
โทนเนอร์ดูแลสมดุลผิว ช่วยดูแลผิวให้กลับมาอยู่ในสภาวะสมดุล ช่วยลดการระคายและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น เหมาะสำหรับผิวแพ้ง่ายหรือวันที่ต้องเผชิญสภาพอากาศไม่เป็นใจ อุดมด้วยส่วนผสมปลอบประโลมผิว เช่น แพนทีนอล (Panthenol) กรดอะมิโน ข้าวโอ๊ต และน้ำกุหลาบ ช่วยให้ผิวรู้สึกสบาย ชุ่มชื้น พร้อมรับการบำรุงในขั้นต่อไป
โทนเนอร์อีกประเภทที่ได้รับความนิยมคือโทนเนอร์เติมน้ำให้ผิว ออกแบบมาเพื่อมอบความชุ่มชื้นให้ผิว ส่วนผสมที่พบได้แก่ Hyaluronic Acid, Panthenol, Glycerin และ Allantoin ที่ช่วยให้ผิวอิ่มฟูขึ้นหลังใช้ กักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกง่าย ทำให้ผิวดูยืดหยุ่น นุ่มเด้ง และช่วยลดโอกาสเกิดริ้วรอยตื้นๆ ได้ดีอีกด้วย
สำหรับโทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว ทำหน้าที่ผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพอย่างอ่อนโยน ช่วยให้ผิวดูเรียบเนียน นอกจากช่วยลดการอุดตันแล้ว ยังช่วยลดโอกาสเกิดจุดด่างดำ รอยสิว และปรับสีผิวให้ใสขึ้น มีส่วนผสมอย่าง AHAs, BHAs, PHAs, Niacinamide, Vitamin C, Snail Mucin หรือ Hyaluronic Acid ที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวให้เนียนใสและดูสุขภาพดีขึ้น
โทนเนอร์ดีกับทุกสภาพผิว… แต่โทนเนอร์แบบไหน? เหมาะกับผิวแบบไหน? ต้องพิจารณากันอีกที
มีทั้งโซนที่มันและโซนที่แห้ง ทำให้เกิดได้ทั้งปัญหาสิวและผิวขาดน้ำ จึงเหมาะกับโทนเนอร์ช่วยผลัดเซลล์ผิวอย่างอ่อนโยนเพื่อลดโอกาสอุดตัน และมีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้นเพื่อเติมน้ำให้ผิวในบริเวณที่แห้ง ส่งผลให้ผิวโดยรวมดูสมดุลและสุขภาพดีขึ้น
Sebium Lotion โลชั่นน้ำตบสำหรับผิวผสมถึงผิวมัน ฟื้นบำรุงผิวและเติมความชุ่มชื้น แม้ผิวบอบบางและแพ้ง่าย ด้วยส่วนผสมกลีเซอรีน สังกะสี วิตามิน B6 และสูตร Fluidactiv™ ที่ช่วยควบคุมไขมันและลดโอกาสเกิดสิวได้ ให้ผิวแลดูกระจ่างใส สุขภาพดีและลดโอกาสเกิดรูขุมขนอุดตัน
เหมาะกับโทนเนอร์ที่เน้นเติมความชุ่มชื้น เพราะนอกจากช่วยเติมน้ำให้ผิวหลังล้างหน้าแล้ว ยังช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นไม่ให้ระเหยออกจากผิวง่าย ทำให้ผิวดูฟูอิ่มน้ำและนุ่มขึ้น ลดความแห้งลอกและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นต่อไป
Hydrabio Tonique โทนเนอร์ช่วยฟื้นบำรุงผิวแห้งขาดน้ำ เนื้อบางเบา อ่อนโยน ใช้ได้ทั้งเช้า - เย็นหลังล้างหน้า ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหน้าและรอบดวงตา พร้อมช่วยให้ผิวแข็งแรง ลดการระคายผิวจากสิ่งแวดล้อม
กำลังรักษาสิว มีปัญหาสิวอุดตัน สิวอักเสบ หรือสิวไม่มีหัว
เลือกโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมผลัดเซลล์ผิว เช่น AHAs หรือ BHAs ทำให้ผิวสะอาด ลดโอกาสอุดตันและทำให้ผิวสมดุลขึ้น
ตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นเร็ว ตั้งแต่สกินแคร์บางชนิด ไปจนถึงสภาพอากาศหรือมลภาวะ และหลายคนยังเจอปัญหาสิวผดร่วมด้วย ควรเลือกโทนเนอร์ที่ช่วยปลอบประโลมและปรับสมดุลผิว เพื่อช่วยลดการระคายผิวและเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงขึ้น ทำให้ผิวรับมือกับสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้น
Sensibio Tonique โทนเนอร์ผิวแพ้ง่ายสูตรอ่อนโยน ด้วยอัลแลนทอยน์ (Allantoin) ช่วยปลอบประโลมผิว ผสมไซลิทอลและกลีเซอรีน เติมความชุ่มชื้นให้ผิวรู้สึกสบายตลอดวัน ลดอาการไม่สบายผิว ปราศจากน้ำหอม อ่อนโยน ไม่ก่อให้เกิดสิวอุดตัน
1. เริ่มต้นทำความสะอาดผิว
ล้างหน้าให้สะอาด เริ่มจากคลีนซิ่งเพื่อเช็ดคราบสกปรก เครื่องสำอาง และน้ำมันส่วนเกิน จากนั้นตามด้วยเจลล้างหน้าเพื่อทำความสะอาดล้ำลึกขึ้น การข้ามขั้นตอนนี้แล้วใช้แค่โทนเนอร์ไม่เพียงพอ เพราะผิวที่ดีต้องเริ่มจากความสะอาดเป็นพื้นฐานเสมอ
2. เช็ดโทนเนอร์หลังล้างหน้า ทั้งเช้า - เย็น
หลังล้างหน้า ควรใช้โทนเนอร์เป็นขั้นตอนถัดไปทุกครั้ง เพื่อช่วยลดสิ่งตกค้าง เติมความชุ่มชื้น และเตรียมผิวให้พร้อมรับสกินแคร์ในขั้นตอนต่อไป โทนเนอร์ยังช่วยปรับสมดุลหลังล้างหน้า ทำให้ผิวสมดุลและแข็งแรงขึ้น
3. เช็ดโทนเนอร์ทันทีหลังล้างหน้า
แนะนำให้ใช้โทนเนอร์ทันทีตอนผิวกำลังหมาดๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ฝุ่นหรือสิ่งสกปรกมาเกาะผิว รวมถึงช่วยคงความชุ่มชื้นไว้ไม่ให้ระเหยเร็ว และเป็นช่วงที่ผิวพร้อมรับการปรับสมดุลด้วย
4. เลือกสำลีที่อ่อนนุ่มต่อผิว
สำลีก้อนหรือสำลีแผ่นสามารถใช้กับโทนเนอร์ได้ทั้งหมด แต่ควรเลือกชนิดที่อ่อนนุ่ม ไม่บาดผิว และเลี่ยงเช็ดแบบขัดหรือถูแรงๆ เพราะตัวโทนเนอร์มีสารทำความสะอาดอยู่แล้ว แค่เช็ดเบาๆ ก็พอที่ดูแลผิวโดยไม่ทำให้ระคายแล้ว
5. เช็ดตามแนวรูขุมขนเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
ขณะเช็ดควรไล่ตามแนวรูขุมขน จากหน้าผากลงถึงคาง และบริเวณแก้มให้เช็ดออกด้านข้าง เพื่อให้สิ่งสกปรกถูกดึงออกตามทิศทางที่ถูกต้อง ให้ผิวสะอาดและรองรับสกินแคร์ได้ดีขึ้น
6. ปิดท้ายด้วยการบำรุงผิวตามต้องการ
หลังใช้โทนเนอร์เสร็จ สามารถลงสกินแคร์อื่นๆ ได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นเซรั่มหรือครีมบำรุงต่างๆ ซึ่งจะซึมเข้าสู่ผิวได้ดีขึ้นจากการเตรียมผิวด้วยโทนเนอร์ในขั้นตอนก่อนหน้า
โทนเนอร์สามารถใช้ได้ทุกวัน และถือเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่ช่วยให้ผิวพร้อมรับการบำรุงได้ดี หากเป็นโทนเนอร์สูตรให้ความชุ่มชื้นหรือสูตรปรับสมดุลผิว สามารถใช้ได้เป็นประจำโดยไม่ต้องกังวล ผิวจะรู้สึกสดชื่นขึ้นและแข็งแรงขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง สำหรับโทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว ควรใช้ตามคำแนะนำหรือใช้สลับวันเพื่อลดการระคายผิว
โทนเนอร์และน้ำตบไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ทั้งคู่เป็นขั้นตอนเตรียมผิวที่มีบทบาทต่างกัน แล้วโทนเนอร์กับน้ําตบต่างกันยังไง? โทนเนอร์มีเนื้อบางเบา ช่วยทำความสะอาดคราบตกค้าง ปรับสมดุลผิว และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุง ส่วนน้ำตบเน้นการบำรุงผิวโดยตรง เช่น เติมความชุ่มชื้น ฟื้นบำรุงผิว และเสริมความแข็งแรงให้ผิว การใช้สองอย่างร่วมกันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงผิว ให้ครบทั้งการเตรียมผิวและบำรุงในขั้นตอนเดียว
คลีนซิ่งช่วยทำความสะอาดผิวในขั้นตอนแรก มีหน้าที่ล้างคราบเครื่องสำอาง ครีมกันแดด และสิ่งสกปรกที่สะสมอยู่บนผิวระหว่างวัน เพื่อให้ผิวไม่มีคราบมันและสิ่งอุดตันตกค้าง ในขณะที่โทนเนอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลังล้างหน้า ช่วยปรับสมดุลผิว เติมความชุ่มชื้น และเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงด้วยเซรั่มหรือครีมบำรุงผิวหน้าในขั้นตอนต่อไป ทำให้สกินแคร์ซึมลงผิวได้ดีขึ้น คลีนซิ่งและโทนเนอร์ไม่สามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่ควรใช้ร่วมกัน เพื่อให้ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น และสุขภาพดีในทุกวัน
โทนเนอร์สามารถใช้ได้ทั้งแบบมีสำลีและไม่มีสำลี ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและความต้องการของแต่ละคน หากเป็นโทนเนอร์เนื้อบางเบาที่เน้นความชุ่มชื้น สามารถเทลงฝ่ามือแล้วลูบหรือกดซับลงบนผิวได้ ช่วยลดการเสียดสี เหมาะสำหรับผิวแห้งหรือผิวแพ้ง่าย
ส่วนการใช้สำลีจะเหมาะในวันที่ต้องการลดสิ่งสกปรกตกค้างหรือความมันออกจากผิวมากขึ้น สามารถเลือกวิธีใช้ตามความเหมาะสมได้เลย เพราะไม่กระทบประสิทธิภาพของโทนเนอร์
ใช้โทนเนอร์ยังไงให้เกิดประสิทธิภาพ มาดูเคล็ดลับกัน!
โทนเนอร์คือผลิตภัณฑ์ที่ใช้หลังล้างหน้าเพื่อช่วยลดสิ่งตกค้าง เติมความชุ่มชื้น และปรับสมดุลผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป โทนเนอร์ทำให้สกินแคร์ซึมลงผิวได้ดีขึ้น ช่วยให้ผิวนุ่ม เด้ง แลดูสุขภาพดี ช่วยควบคุมความมัน ลดโอกาสอุดตัน และป้องกันปัญหาผิวหมองคล้ำ
การเลือกโทนเนอร์ควรดูจากสภาพผิวเป็นหลัก ผิวมันและเป็นสิวง่ายเหมาะกับโทนเนอร์ผลัดเซลล์ผิว ผิวแห้งควรเลือกสูตรที่เติมความชุ่มชื้น ส่วนผิวแพ้ง่ายควรใช้สูตรอ่อนโยนที่ปราศจากแอลกอฮอล์และสารระคายผิว เมื่อเลือกโทนเนอร์ตรงความต้องการของผิวและใช้เป็นประจำ จะช่วยเสริมให้ผิวแข็งแรง กระจ่างใส และสมดุลขึ้นในทุกๆ วัน
โทนเนอร์หลังเช็ดหน้าแล้วไม่ต้องล้างออก สามารถปล่อยให้โทนเนอร์ซึมเข้าสู่ผิวแล้วลงสกินแคร์ต่อได้ทันที ช่วยเตรียมผิวให้พร้อมสำหรับการบำรุงขั้นถัดไป
โทนเนอร์ควรใช้หลังล้างหน้าเป็นอันดับแรก เพื่อทำความสะอาดและปรับสภาพผิว หลังจากนั้นจึงลงน้ำตบเพื่อเติมความชุ่มชื้นและบำรุงต่อ สรุปคือโทนเนอร์ใช้ก่อนน้ำตบทุกครั้ง
คนที่มีผิวบอบบางหรือแพ้ง่ายควรเลี่ยงโทนเนอร์ที่มีส่วนผสมที่อาจก่อให้เกิดการระคาย เช่น แอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ผิวแห้ง ตึง หรือเกิดผดผื่นได้ง่าย สำหรับคนที่แพ้แอลกอฮอล์ แนะนำให้เลือกโทนเนอร์ของ Bioderma ซึ่งปราศจากแอลกอฮอล์และออกแบบมาให้เหมาะกับผิวแพ้ง่ายโดยเฉพาะ ใช้ได้อย่างสบายใจ ที่สำคัญยังมีสิทธิบัตรเฉพาะที่ช่วยเสริมเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงและสุขภาพดีขึ้น